ประเพณีลอยเรือ “อูรักลาโว้ย”

ประวัติชาวเล กลุ่มอูรักลาโว้ย

ประวัติศาลปัจจุบันชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ยกลุ่มแรกอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่เกาะหลีเป๊ะในราวทศวรรษ 2440 และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2452 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยเหตุผลทางการเมืองเรื่องการปักปันเขตแคนใหม่จึงได้มีการอพยพชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ยส่วนหนึ่งจากเกาะลันตาจังหวัดกระบี่และเกาะสิเหร่จังหวัดภูเก็ตไปตั้งถิ่นฐานบริเวณเกาะหลีเป๊ะและเกาะอื่น ๆ ในหมู่เกาะอาดัง-ราวีเพื่อผลประโยชน์ของสยามในการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนที่มีราษฎรชาวสยามอาศัยอยู่เดิมชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ยมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มซึ่งมีความแตกต่างกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองหรือชนกลุ่มใหญ่ในภาคใต้อูรักลาโว้ยมีภาษาพูดเป็นของตนเอง แต่ไม่มีภาษาเขียนในภาษาอูรักลาโว้ยคำว่า“ อูรัก” หมายถึง“ คน” ส่วนคำว่า“ ลาโว้ย” หมายถึง“ ทะเล “อูรักลาโว้ยจึงมีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับทะเลไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัยซึ่งจะปลูกสร้างไว้บริเวณชายหาดด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นตำรงชีพด้วยการทำประมงมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองมีความสามารถในการดำน้ำซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอูรักลาโว้ยส่วนในฤดูมรสุมคำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่าใกล้ ๆ ชายฝั่งเป็นอาหารมีพิธีกรวมที่สำคัญซึ่งผูกพันอยู่กับทะเลคือพิธีลอยเรือวิถีชีวิตของอูรักลาโว้ยจึงเป็นวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายในระบบเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ แต่อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีปัจจัยต่าง ๆเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อรูปแบบวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของอูรักลาโว้ยเช่นการเสียชีวิตของผู้นำในยุคตั้งเดิมการเข้ามาของพ่อค้าคนกลางและการขยายตัวของอำนาจรัฐอัน ได้แก่ การก่อตั้งโรงเรียนสถานีอนามัยรวมถึงการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติตะรุเตาดังนั้นหลังปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมาจึงเป็นยุคที่เกิดความสืบเนื่องและความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับวิถีชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมาชุมชนอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะได้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในอีกระดับหนึ่งอันเกิดจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลักสำคัญชาวอูรักลาโว้ยในชุมชนจึงได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนให้สอดรับกับสภาพชุมชนที่พัฒนาขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญเพื่อความอยู่รอดในกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ค้านการศึกษาชาวเลบางส่วนมีโอกาสได้ศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาชาวเลได้ศึกษาด้านอาชีพและจริยธรรมจากครอบครัวค้านภาษาชาวเลใช้ภาษาได้ 2 ภาษาคือภาษาชาวเลและภาษาไทยด้านการอนามัยและสาธารณสุขชาวเลยังไม่พัฒนาในด้านความเป็นอยู่อาหารและความสะอาดยังนิยมรักษาโรคโดยวิธีทางไสยศาสตร์ค้านศาสนาและความเชื่อชาวเลรับเอาศาสนาพุทธมาผสมผสานกันมีความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณทวด (วิญญาณบรรพบุรุษ) มีการจัดพิธีลอยเรือบวงสรวงวิญญาณทวดในวันเพ็ญเดือน 6 และเดือน 11 ทุกปีค้านประเพณีชาวเลมีการแต่งกายแบบง่ายๆผู้ชายนุ่งผ้าโสร่งหรือกางเกงขากว้างไม่นิยมสวมเสื้อผู้หญิงนุ่งผ้ากระโจมอกไม่นิยมสวมเสื้อเช่นกันชาวเลนิยมแต่งงานในหมู่ชาวเลด้วยกันด้านศิลปะและนันทนาการชาวเลสร้างที่อยู่อาศัยเองมีการนำวัสดุในท้องถิ่นมาเย็บสานทำที่อยู่อาศัยมีการละเล่นร้องเพลงการเต้นรองเง็งและเล่านิทาน

สภาพทั่วไปและภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของชุมชนอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะก่อนปี พ.ศ. 2493

ปัจจุบันชุมชนกูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญของจังหวัดสตูล แต่ชุมชนแห่งนี้ก็มีประวัติความเป็นมาที่สืบสาวไปได้ถึงในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มแรกที่ชุมชนได้ก่อตัวขึ้นเมื่อชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ยกลุ่มแรกจากเกาะลันตาจังหวัดกระบี่ได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยที่เกาะหลีเป๊ะโดยมองเห็นว่าสภาพทางภูมิศาสตร์ของเกาะหลีเป๊ะเหมาะต่อการตั้งถิ่นฐานประกอบกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลที่สำคัญต่อการดำรงชีพด้วยการทำประมงในขณะนั้นจนกระทั่งชุมชนเติบโตขึ้นเป็นชุมชนประมงและพัฒนาขึ้นเป็นชุมชนท่องเที่ยวอย่างในปัจจุบันทั้งนี้แม้ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะจังหวัดสตูลจะมุ่งศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชุมชนในช่วงที่เกิดความสืบเนื่องและความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับชุมชนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 2526 และความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของตูรักลาโว้ยในยุคที่ธุรกิจการท่องเที่ยวขยายตัวเข้าสู่ชุมชนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527-ปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาสภาพทั่วไปและภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของชุมชนก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องกล่าวถึงเนื่องจากเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะเชื่อมโยงให้เกิดความเข้าใจในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชุมชนอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะได้ดียิ่งขึ้นเพราะอิทธิพลทางภูมิศาสตร์นิเวศท้องถิ่นและภูมิหลังทางประวัติศาสตร์จะเป็นตัวกำหนดพัฒนาการการตั้งถิ่นฐานรูปแบบการทำมาหากินรวมไปถึงสภาพความเป็นอยู่วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในชุมชนให้มีลักษณะเฉพาะตัวดังนั้นเนื้อหาในบทนี้จึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่กล่าวถึงสภาพทั่วไปและส่วนที่กล่าวถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของชุมชนดูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะก่อนปี พ.ศ. 2493

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของชุมชนอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะก่อนปี พ.ศ. 2493 การศึกษาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของชุมชนอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะก่อนปี พ.ศ. 2493 จะให้ความสำคัญกับภูมิหลังหรือประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับชุมชนอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ 3 ประเด็นคือประวัติความเป็นมาของชาวเลในประเทศไทยการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของชุมชนอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะในจังหวัดสตูลและวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะก่อนปี พ.ศ. 2493 ทั้งนี้การได้ทำความเข้าใจกับภูมิหลังด้านชาติพันธุ์ภูมิหลังด้านสถานที่หรือพัฒนาการของท้องถิ่นที่ศึกษาและภูมิหลังด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในยุคดั้งเดิมนั้นจะช่วยให้มองเห็นชุมชนในช่วงเวลาต่อมาได้อย่างมีพลวัต

การตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของชุมชนอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะจังหวัดสตูล

ประวัติการตั้งถิ่นฐานของอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะหลีเป๊ะและเกาะอื่น ๆ ในหมู่เกาะอาดัง-ราวีนั้นมีอยู่ด้วยกันสองกลุ่มทั้งสองกลุ่มเป็นชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ยโดยอูรักลาโว้ยกลุ่มแรกได้อพยพมาจากเกาะลันตาตั้งแต่ประมาณทศวรรษ 2440 ชาวอูรักลาโว้ยกลุ่มนี้ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณเกาะหลีเป๊ะซึ่งเป็นเกาะที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเคาะอื่น ๆ ในหมู่เกาะอาดัง-ราวีทั้งนี้เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นเกาะที่มีที่ราบสามารถตั้งบ้านเรือนและทำการเกษตรได้รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทั้งทางบกและทางทะเลภายในหมู่เกาะอาดัง-ราวีที่เอื้อต่อการทำมาหากินของชาวอูรักลาโว้ยในยุคดั้งเดิมนี้ด้วยผู้เข้ามาบุกเบิกและเป็นผู้นำของอูรักลาโว้ยในยุคนี้คือโต๊ะมีรีลูกหลานของโต๊ะมีรีได้เล่าสืบด้วยผู้เจองโต๊ะมีรีได้เล่าสืบต่อกันมาว่า

 “โต๊ะมีรี

เป็นชาวมุสลิมจากอินโดนีเซียแจวเรือมาจากอาเจะห์เมื่อประมาณ 100 ปีมาแล้วระหว่างทางได้หยุดแวะพักที่มูนุงวัยมาเลเซียและได้ชวนเพื่อนรวมจำนวน 4 คน ได้แก่ โต๊ะเอ็มโต๊ะบีอโตยและแจบแนะออกเดินทางหาหลักแหล่งที่ทำกินต่อไปโดยได้แวะพักที่เกาะลีดีและเกาะบุโหลนใหญ่ต่อมาเพื่อนโต๊ะมีทั้ง 3 คนได้แต่งงานและตั้งถิ่นฐานที่เกาะลันตา แต่โต้ะมีรียังคงมีความตั้งใจจะเดินทางแสวงหาที่ทำกินต่อไปหลังจากแต่งงานกับภรรยาคนแรกซึ่งเป็นคูรักลาโว้ยที่เกาะลันตาและมีลูกด้วยกัน 1 คนคือโต๊ะเต๊ะแล้วโต๊ะมีรีกับแจบแนะได้ออกเดินทางต่อจนถึงเกาะหลีเป๊ะจึงได้ตัดสินใจตั้งถิ่นฐานที่เกาะหลีเป๊ะเนื่องจากเกาะมีความอุดมสมบูรณ์มีบึงขนาดใหญ่กลางเกาะใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกรวมทั้งมีแหล่งทำมาหากินทางทะเลที่สะควกหลังจากนั้นโต๊ะรีได้ชักชวนครอบครัวและเครือญาติย้ายมาอยู่ที่เกาะหลีเป๊ะต่อมาเมื่อภรรยาคนแรกของโต๊ะมีรีเสียชีวิตโต๊ะมีรีได้แต่งงานกับภรรยาคนที่สองชื่อนางมีอะมีลูกสองคนคือนายชาบูและนางดาราและมีภรรยาคนที่สามชื่อโต๊ะดิ่งไม่มีลูกด้วยกัน “ต่อมาในปี พ.ศ. 2452 อูรักลาโว้ยอีกกลุ่มหนึ่งได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเกาะหลีเป๊ะและเกาะอื่น ๆ ในหมู่เกาะอาดัง-ราวีด้วยเหตุผลทางการเมืองเรื่องการปักปันเขตแดนเมื่อเกิดการร่างเส้นแบ่งเขตแดนไทย-มาเลเซียเจ้าเมืองสตูล (พระยาภูมินารถภักดี) จึงให้โต๊ะมีรีชาวมุสลิมที่อูรักลาโว้ยให้ความเคารพนับถือเดินทางมาชักชวนชาวเลจากเกาะสิเหร่จังหวัดภูเก็ตและเกาะลันตาจังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ยให้ไปตั้งถิ่นฐานบริเวณหมู่เกาะอาดังราวี” เพื่อเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าแผ่นดินส่วนนี้เป็นของสยามเพราะมีครอบครัวชาวสยามอาศัยอยู่ชาวอูรักลาโว้ยกลุ่มที่สองนี้ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะหลีเป๊ะและกระจายไปยังเกาะอื่น ๆ ในเขตหมู่เกาะอาดัง-ราวีเช่นเกาะอาดังและเกาะราวี” จึงกล่าวได้ว่าการตั้งถิ่นฐาน แต่เดิมคือตั้งแต่ทศวรรษ 2440 นั้นชาวอูรักลาโว้ยจะตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เกาะหลีเป๊ะเพียงแห่งเดียวจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2452 เป็นต้นมาการตั้งถิ่นฐานของชาวอูรักลาโว้ยจึงได้กระจายออกไปยังเกาะอื่น ๆ ในหมู่เกาะอาดัง-ราวี

การตั้งถิ่นฐานของชาวอูรักลาโว้ยในหมู่เกาะอาดัง-ราวีได้เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อมีการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติตะรุเตาขึ้นในปี พ.ศ. 2517 ด้วยกฎของทางอุทยานฯ ทำให้ชาวอูรักลาโว้ยที่เคยตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ตามเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะอาดัง-ราวีต้องย้ายมาอยู่ในบริเวณที่ทางอุทยานฯ อนุญาตคือบนเกาะหลีเป๊ะและบางส่วนของเกาะอาดังเพียงเท่านั้นดังนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมาชาวอูรักลาโว้ยจึงอาศัยอยู่ในพื้นที่เกาะหลีเป๊ะและบางส่วนของเกาะอาดังเท่านั้นโดยหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดให้พื้นที่นี้เป็นหมู่บ้านที่ 7 ของตำบลเกาะสาหร่ายอำเภอเมืองจังหวัดสตูลซึ่งเรียกหมู่บ้านที่ 7 นี้ว่าบ้านเกาะหลีเป๊ะ

ความเชื่อประเพณีและพิธีกรรมความเชื่อการลอยเรือของชาวอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ

การแสดงออกด้านความเชื่อประเพณีและพิธีกรรมความเชื่อของชาวอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะในปัจจุบันแม้ว่าตามทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของชาวบ้านบนเกาะจะระบุเอาไว้ว่านับถือพุทธศาสนา แต่ศาสนาพุทธก็ไม่ได้เติบโตอย่างเต็มที่นักและอย่างไรก็ตามชาวอิรักลาโว้ยก็ยังคงมีความเชื่อเกี่ยวกับภูตผีและวิญญาณบรรพบุรุษซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวอูรักลาโว้ยดังแสดงออกอยู่ในความคิดของชาวอูรักลาโว้ยส่วนใหญ่ของชุมชนหนึ่งในตัวอย่างนี้เช่นชาวอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะเชื่อว่าการที่เกาะหลีเป๊ะไม่โดนคลื่นยักษ์สึนามิถล่มเมื่อปลายปี 2547 ก็เนื่องด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของโต๊ะผู้เป็นเจ้าเกาะช่วยเหลือไว้หรือในกรณีที่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติบางรายเกิดอาการปวดท้องไม่สบายเป็นไข้หนาวสั่นชาวอูรักลาโว้ยก็เชื่อว่าสืบเนื่องมาจากนักท่องเที่ยวคนนั้นกระทำการไม่เหมาะสมหรือไม่เคารพเจ้าที่วิญญาณบรรพบุรุษของพวกเขาเช่นการปัสสาวะในที่ใดบนเกาะโดยไม่ได้ขออนุญาตทำให้เจ้าที่หรือวิญญาณบรรพบุรุษของพวกเขาลงโทษเป็นต้น

ปัจจุบันแม้ชาวอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะจะยังคงมีความเชื่อเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณบรรพบุรุษอยู่ แต่การแสดงออกให้เห็นเป็นรูปธรรมนั้นลดลงไปมากจะเห็นได้จากประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เคยปฏิบัติสืบทอดกันมาปัจจุบันกลับคงเหลือพิธีกรรมต่าง ๆ อยู่น้อยมากพบว่าชาวอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะยังคงให้ความสำคัญกับประเพณีการลอยเรือเพียงเท่านั้นส่วนพิธีกรรมอื่น ๆ เช่นพิธียาปืนยูซึ่งหมายถึงการบูชาเต่าทะเลพิธีปูยาลาโว้ยหมายถึงการบูชาทะเลหรือพิธีดูลาบาลาหมายถึงพิธีการสะเดาะเคราะห์พิธีกรรมเหล่านี้ได้สิ้นสุดลงคงเหลือ แต่การทำพิธีลอยเรือซึ่งโต๊ะหมอผู้ประกอบพิธีกรรมคนปัจจุบันเห็นว่าเป็นพิธีกรรมที่คลอบคลุมทุกเรื่องอยู่แล้ว”

พิธีลอยเรียของชาวอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะในยุคนี้นอกจากจะจัดขึ้นตามความเชื่อดั้งเดิมคือเพื่อลอยเคราะห์ลอยบาปบูชาบรรพบุรุษและเพื่อเสี่ยงทายถึงความสำเร็จในอาชีพการงานแล้วปัจจุบันพิธีลอยเรือถูกจัดขึ้นเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้าสู่เกาะหลีเป๊ะมากขึ้นทำให้พิธีลอยเรือในปัจจุบันนอกจากจะมีชาวอูรักลาโว้ยในชุมชนเข้าร่วมพิธีแล้วยังพบว่ามีนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าร่วมในพิธีด้วยเช่นเข้าร่วมเต้นรำในพิธีหรือซื้อหาขนมมาร่วมพิธีเป็นต้นและความแปลกที่เห็นได้ชัดเจนคือการรำรองเง็งในพิธีลอยเรือ

พิธีลอยเรือ

การจัดพิธีในช่วงวันเพ็ญเดือนหก ตกราวเดือนพฤษภาคมและช่วงเดือนสิบสอง เดือนพฤศจิกายน ชาวเลจัดพิธีลอยเรือ เป็นประเพณีสืบต่อกันมาหลายชั่วคน ตั้งแต่สมัยโต๊ะฆีรี จุดมุ่งหมาย คือ การลอยบาป สะเดาะเคราะห์ ทำให้ทุกข์โศกโรคภัยเสื่อมสลายไป และเพื่อเป็นการเสี่ยงทายเรื่องการทำมาหากินจะอัตคัดขาดแคลนหรือโชคดีมีลาภ ดูจากเรือที่ลอยไปในทะเล

เมื่อถึงวันขึ้น ๑๔ ค้ำ ผู้ชายจะเข้าป่าเพื่อตัดไม้ระกำามาทำเป็นเรือ รูปร่างคล้ายเรือใบ ยาวประมาณ ๑ เมตร กว้างพอประมาณ ฝ่ายผู้หญิงจัดเตรียมขนมนมเนย ข้าวตอกดอกไม้ เพื่อเตรียมไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฝ่ายหนึ่งจัดเตรียมสถานที่ริมชายหาด หญิงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงามสีฉูดฉาด แล้วเวลาย่ำรุ่งของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ชาวเลทั้งหมดจะไปชุมนุมกันบริเวณชายหาด เอาสิ่งของที่เตรียมไว้ใส่ในเรือ เช้ายามแสงทองจับฟ้าทุกคนจะอธิษฐาน ทำพิธีลอยเรือลงทะเล คือ ช่วยกันหามไปปล่อยกลางทะเลห่างจากฝั่งพอสมควร เป็นอันเสร็จพิธีลอยเรือ ในพิธีลอยเรือชาวเลจะสนุกสนาน รื่นเริงกันเต็มที่ เริ่มตั้งแต่วันขึ้น ๑๔ ค่ำถือเป็นวันก่อนงาน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันประกอบพิธีแล้วสิ้นสุดในวันแรมหนึ่งค่ำการละเล่นที่ขึ้นหน้าขึ้นตา คือ เล่นลงปง หรือรองเง็ง เป็นประเภทระบำพื้นเมือง คล้ายการเล่นรำวง มีการร้องเพลงโต้ตอบกันระหว่างคู่รำ เนื้อเพลงเป็นเรื่องการเกี้ยวพาราสีหยอกล้อกันระหว่างหญิงชาย เครื่องดนตรีมีไวโอลิน รำมะนา คณะรองเง็งมีอยู่ในหมู่บ้านนางรำ คือ หญิงสาวทั้งหลายที่สนใจการร้องรำทำเพลง เพลงที่ใช้รำมีหลายเพลง เช่น มะอีนัง ลาฆูดัว สีตีปายง

ที่มาของข้อมูล

ดาฤนัย จรูยทอง .2550ประวัติศาสตร์ชุมชนอุรักลาโว๊ยเกาะหลีเป๊ะจังหวัดสตูลระหว่างปี พ.ศ 2493-2549:ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ศึกษาคณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากรมหาวิทยาลัยศิลปกร