BCG

โมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG

Sustainable Development Goals: SDGs)

(Bioeconomy) มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยงานวิจัยให้กับทรัพยากรทางธรรมชาติโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวเก่า และค้นหาแหล่งใหม่ (Circular Economy) คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าโดยสร้างองค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ผ่านงานวิจัยและนำไปถ่ายทอดให้ชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน (Green Economy) การพัฒนาเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สร้างจิตสำนึกรักบ้านเกิดจากการเรียนรู้ผ่านการศึกษาเป็นหลักสูตรอุทยานธรณีสตูล

อุทยานธรณีสตูลสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน BCG : Geotourism

             อุทยานธรณีให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวด้วยการใช้โมเดลทางเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “BCG” ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ด้วยเหตุนี้แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของอุทยานธรณีโลกสตูลต้องเนินการนํา การมีส่วนร่วมของชุมชนกับแนวทางที่สำคัญ คือ นำอมนําปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างความเข้มแข็งจากภายในชุมชนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การท่องเที่ยวเป็นเศรษฐกิจสำคัญที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องช่วยสร้างงานและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน ผู้เกี่ยวของกับการท่องเที่ยว เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจบริการในพื้นที่อย่างรวดเร็ว การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีทั้ง อินเตอร์เน็ท เป็นต้น

             สำหรับการท่องเที่ยวอุทยานธรณีโลกสตูลการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ยูเนสโกมองถึงประเด็นความยั่งยืนเป็นหนึ่งในเป้าหมาย ซึ่งสอดคล้องกับ โมเดลเศษฐกิจ BCG เป็นแนวทางส่งเสริมการพัฒนาเศษฐกิจเพื่อลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม  เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้ธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตของผู้คนต้องเข้มแข็งตามไปด้วย ผู้ประกอบการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยววิถีชุมชน (Local Tourism) โดยให้นักเดินทางมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างความรู้เป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่น มอบประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งชุมชน อุทยานธรณีโลกสตูล  อีกหนึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวที่เหมาะกับผู้สนใจศึกษาดูงาน เพราะนอกจากจะได้ไปเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนที่เรียบง่ายมีเอกลักษณ์เฉพาะชุมชนนั้น  ได้สัมผัสรอยยิ้มและการต้อนรับที่แสนอบอุ่นแล้ว พื้นที่ตั้งของชุมชมแต่ละแห่งส่วนใหญ่ยังมีความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์  เมื่อได้มาเที่ยวเหมือนได้รับการชาร์ตพลังไปในตัว อีกทั้งการมาท่องเที่ยวชุมชนสามารถช่วยกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน ทำให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้แบบยั่งยืนในพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูลมีชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการประกอบวิชาชีพและสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยังคงอนุรักษ์ไว้สำหรับรุ่นถัดไปได้ใช้ในทรัพยากรในบ้านเกิด

                 อุทยานธรณีโลกสตูลกับการท่องเที่ยวที่เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติการนำทุนทางธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพมาสร้างคุณค่าและรายได้ให้กับกลุ่มสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นชุมชน ตลอดจนทัศนียภาพที่สวยงามของพื้นที่ วิว ทิวทัศน์ สัตว์หายาก รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นการท่องเที่ยวชีวภาพเป็นการตลาดแบบ outside in คือ การสร้างหรือสื่อสารความน่าสนใจของพื้นที่ชุมชนและดึงดูดให้คนภายนอกเข้ามาสัมผัสเยี่ยมชมสถานที่ วิถีชุมชน เลือกชมสินค้าและบริการ ทำให้สินค้าจากภูมิปัญญาและทรัพยากรชีวภาพ เมื่อชุมชนมีรายได้จากทรัพยากรท้องถิ่นตนเอง ก็จะกระตุ้นให้ชุมชนแบ่งผลกำไรหรือรายได้มาทำกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้มีความยั่งยืน

ชุมชนต้นแบบ BCG เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตามเกณฑ์การประเมินอุทยานธรณีโลก ของยูเนสโก

กลุ่มปันหยาบาติก” ผลิตผ้ามัดย้อมสกัดสีดินท้องถิ่นแห่งแรกในไทย ผ่านลวดลายฟอสซิลโบราณ

              กลุ่มผลิตผ้าพื้นเมืองใน จ.สตูล อย่าง “กลุ่มปันหยาบาติก” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 2 บ้านปากละงู ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล มีกิจกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือ การหมุนเวียนปัจจัยการผลิตเพื่อลดความเสื่อมโทรมของทรัพยากร มลพิษและของเสีย เช่น การใช้วัสดุทางเลือก หรือแปรสภาพกลับมาใช้ใหม่ ทางกลุ่มปันหยาบาติกหันมาผลิตผ้ามัดย้อมที่ใช้สีจากดินหินปูนผุในหมู่บ้านชุมชน  สีจากกาบมะพร้าว ซึ่งให้สีธรรมชาติ ดูสบายตา ไม่ฉูดฉาด และสวยงามไม่แพ้สีสังเคราะห์ สวมใส่ด้วยความมั่นใจถึงความปลอดภัย ด้วยสี และกระบวนการที่มาจากธรรมชาติ และทำมือทุกชิ้น พร้อมเพิ่มเสน่ห์บนผืนผ้าด้วยลายฟอสซิล ที่เรียกความสนใจให้แก่ลูกค้าที่มาหาซื้อเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะลวดลายฟอสซิลหอย หรือแอมโมไนท์ เมื่อพิมพ์ลายออกมาแล้วดูสวย และดูมีคุณค่ามากขึ้นเลยทีเดียว

             ความสำเร็จของกลุ่มนี้จากกลุ่มที่กำลังจะปิดตัวพอมีการร่วมมือกับอุทยานธรณีโลกสตูลทำให้มีการประยุกต์ผืนผ้าเป็นลวดลายฟอสซิล นำสีดินที่เก่าแก่มาประยุกต์เป็นสีบนผืนผ้าทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดจากความแปลกใหม่ ทำให้ลูกที่อยู่ต่างพื้นที่กลับมาทำงานที่บ้าน ชาวบ้านรอบข้างได้มามีรายได้เพิ่ม เป็นกลุ่มที่ทำให้ครอบครัวกับมาอยู่ด้วยกันและยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนเป็นตัวอย่างกลุ่มที่ผู้ศึกษาดูงานต้องมาที่นี้สักครั้ง

กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนประสาทหินพันยอด

            ปราสาทหินพันยอดสถานที่ท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา ที่ได้รับความนิยม ซึ่งเส้นทางท่องเที่ยวของปราสาทหินพันยอดนั้นมีแหล่งมรดกธรณีหลายแหล่งด้วยกัน และมีแหล่งโบราณคดีอีกด้วย โดยการท่องเที่ยวในเส้นทางท่องเที่ยวนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรากับวิสาหกิจชุมชนโดยรอบพื้นที่รวมทั้งสิ้น 14 กลุ่ม นั่งเรือต่อไปยังจุดไฮไลท์ของทริป “ปราสาทหินพันยอด” จุดนี้จะต้องพายเรือคายัคลอดเข้าไปทีละลำ เมื่อเข้าไปภายใน จะเป็นเวิ้งเล็ก ๆ ให้ถ่ายรูปและเล่นน้ำ มองขึ้นไปรอบ ๆ จะเห็นเป็นเขาหินปูนรายล้อม เรียงตัวเหมือนยอดปราสาท ณ จุดนี้จะต้องดู  น้ำขึ้นน้ำลงเช่นกัน ช่วงเวลาที่เข้าไปได้จะต้องเป็นช่วงที่น้ำลด เราจึงสามารถพายเรือลอดเข้าไปได้ เส้นทางท่องเที่ยวนี้สามารถเที่ยวครบได้ในหนึ่งวัน (one day trip) โดยแหล่งจุดหมายปลายทางหลักคือปราสาทหินพันยอด และมีแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในเส้นทางคือ สันหลังมังกรบ้านบ่อเจ็ดลูก อ่าวฟอสซิล และแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่น เขตข้ามกาลเวลา โบราณสถานบ้านบ่อเจ็ดลูก เป็นต้น

          ปราสาทหินพันยอดในบริบทของ BCG Tourism คือ การกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง เกิดความร่วมมือในการบริหารทรัพยากรที่มีจำกัดให้คุ้มค่า วิถีชีวิตชุมชนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม การประมง สามารถสอดแทรกแนวคิดความยั่งยืนลงในกิจกรรมท่องเที่ยว เช่น กิจกรรมเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมง การท่องเที่ยว สอดคล้องกับ BCG การเสริมศักยภาพชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เข้มแข็งการศึกษาดูงานจากลุ่มประสาทหินพันยอดมองเห็นได้ว่าชุมชนมีการร่วมมือในการจัดรูปแบบท่องเที่ยวโดยให้ชุมชนทั้ง 14 กลุ่มร่วมมือกันดูแลทรัพยากรในพื้นที่และเกิดรายได้ที่สามารถกระจายต่อครัวเรือนไปหลายๆครัวเรือนไกด์ อาหาร ร้านค้า

ชุมชนถ้ำทะลุ และกลุ่มขนมบ้านหาญ

“ถ้ำทะลุ” ดินแดนมหัศจรรย์ทะเลโบราณ 450 ล้านปี

            “ถ้ำทะลุ” แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งในเขตอุทยานธรณีโลกจังหวัดสตูล เนื่องจากพบซากฟอสซิลยุคทะเลโบราณ 450 ล้านปีภายในถ้ำ สำหรับเส้นทางเข้าถึงตัว “ถ้ำทะลุ” เพียง 600 เมตรจากปากทาง ได้ถูกสำรวจและประกาศให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวและศึกษาถิ่นทะเลโบราณ 450 ล้านปี นักท่องเที่ยวและนักศึกษาดูงานสามารถที่จะเข้าชื่นชมภายในถ้ำ จะพบความงดงามของหินงอกหินย้อยแล้ว ยังพบสัตว์โบราณอย่าง ตุ๊กกาย ในตระกูลตุ๊กแกสัตว์หากินกลางคืนภายในถ้ำ และค้างคาวทศกัณฑ์หน้ายักษ์ แมงมุมแต้ และซากฟอสซิลที่ผนังถ้ำ โดยมีอาสาสมัครนำเที่ยวของชุมชน จนเดินไปก็จะทะลุไปยังหลุมยุบป่าดึกดำบรรพ์ เกิดจากปรากฏการณ์แผ่นดินเลื่อนและยุบตัวลงจนทำให้เกิดป่าดึกดำบรรพ์ที่มีพรรณไม้โบราณ มากกว่า 100 สายพันธุ์ที่เป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของพรรณพืชในที่แห่งนี้ และต้นไม้ขนาดใหญ่อย่างต้นท้ายเภา ขนาดหลายคนโอบ ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมและศึกษาดินแดนป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้

             ถ้ำทะลุเป็นพื้นที่ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) คือ การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่าง ‘สมดุล’ ให้ความสำคัญกับการปกป้อง อนุรักษ์ ฟื้นฟูแหล่งธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต ชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยววิถีชุมชนบูรณาการความรักความสามัคคี โดยจัดทำแผนพัฒนาชุมชนที่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ในการพัฒนาให้เป็นชุมชนต้นแบบ“ถ้ำทะลุ” เขาหินปูนตำบลเขาขาว อำเภอละงู จังหวัดสตูล พร้อมแล้วสำหรับการต้อนรับนักท่องเที่ยวตามแนววิถีใหม่ ให้ศึกษาความมหัศจรรย์ของชั้นหินแต่ละยุค พร้อมสัตว์และพันธุ์ไม้โบราณหายากที่พร้อมอวดโฉมนักท่องเที่ยและผู้ศึกษาดูงานแล้ว

กลุ่มจักรสานคลุ้ม ตำบลนาทอน

               บ้านวังตง ต.นาทอน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล รวมตัวตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจักสานต้นคลุ้มบ้านวังตง นำ “ต้นคลุ้ม” ที่มีมากมายในพื้นที่นำมาทำจักสานที่มีความสวยงาม แข็งแรง คงทน จนสามารถสร้างงานและรายได้เลี้ยงชีพได้ ที่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจักสานต้นคลุ้มบ้านวังตง หลังเสร็จงานประจำทำสวนกรีดยาง แม่บ้านกลุ่มนี้มีทั้งสาวน้อยใหญ่ รวมไปถึงผู้สูงอายุ จะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อช่วยกันจักสานสิ่งของเครื่องใช้ตามความต้องการของลูกค้าที่มีออเดอร์มา ไม่ว่าจะเป็นตะกร้า ฝาชีเล็กใหญ่ หรือแม้กระทั่งกระเป๋า โดยวัตถุดิบที่โดนเด่นของทางกลุ่มคือการนำ “ต้นคลุ้ม” ซึ่งมีขึ้นอย่างมากมายในหมู่บ้านมาแปรรูปเป็นสินค้าดังกล่าว เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเครื่องจักสานต้นคลุ้ม มีความสวยงาม แข็งแรง คงทน ทางกลุ่มได้สืบสานภูมิปัญญากันมาจากรุ่นสู่รุ่น  สมาชิกที่มีอยู่ในหมู่บ้านวังตงมีงานและรายได้ เกิดความสามัคคี แบ่งปันงานกันทำ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านออกมาสวยงาม และเสร็จเร็วตามความต้องการของลูกค้า

              ชุมชนที่ประสบณ์ความสำเร็จตามแนวทางของ BCG ในทุกๆด้าน ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเน้นการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่คำนึงถึงการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และทั้ง 2 เศรษฐกิจนี้ อยู่ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ในพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้มาศึกษาดูงาน

กลุ่มท่องเที่ยวถ้ำเลสเตโกดอน

                 ถ้ำเลสเตโกดอนที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทยทางทะเล เพราะมีความยาวกว่า 4 กิโลเมตร  ส่วนคำว่า “สเตโกดอน” คือชื่อของช้างดึกดำบรรพ์ เนื่องจากมีการพบฟอสซิลของช้างสเตโกดอนในถ้ำแห่งนี้และพบหินรูปร่างแปลกตา จึงนำมาซึ่งการสำรวจถ้ำและค้นพบซากฟอสซิลอีกมากมายภายในถ้ำนี้  และตามผนังถ้ำเราก็ยังพอเห็นซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีอายุโดยเฉลี่ยถึง 500 ล้านปีที่ยังหลงเหลืออยู่อีกด้วย เหมาะสำหรับคนรักการท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์และรักธรรมชาติอย่างยิ่ง  ความสำเร็จกลุ่มชุมชนท่องเที่ยวถ้ำเลสเตโกดอนชุมชนในพื้นที่เกิดรายและกระจายต่อกลุ่มอาหารเที่ยง ไกด์มัคคุเทศก์  พร้อมที่พักโฮมสเตย์ของทุ่งหว้า ที่นักท่องเที่ยวมาถ้ำเลสเตโกดอนจะต้องพักที่นี้ ชุมชนที่น่ารักและการบริการที่ประทับใจอย่างแน่นอน

                ถ้ำเลสเตโกดอนสอดคล้องกับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) คือ การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่าง ‘สมดุล’ ให้ความสำคัญกับการปกป้อง อนุรักษ์ ฟื้นฟูแหล่งธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน    ผลลัพธ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาชุมชนคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนในการพึ่งพาตนเองด้านเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างมีคุณค่า เช่น การลดรายจ่ายในครัวเรือนและลดต้นทุนในการให้บริการนักท่องเที่ยว การเพิ่มรายได้ของครัวเรือนและสร้างมูลค่าเพิ่มของผลลิตในชุมชน การรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในชุมชน สอดคล้องกับการท่องเที่ยวตามแนวคิด BCG คือ การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการโดยคนในชุมชน ส่งเสริมให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าและอัตลักษณ์ของสินค้าทางการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวและการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

พิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีโลกสตูล

             พิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีสตูลจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลทางวิชาการ ส่งเสริมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน และสร้างความตระหนักของคนในท้องถิ่นในการหาแนวทางการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรธรณีของจังหวัดสตูล ในการหาแนวทางการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรธรณีของจังหวัดสตูล รวมไปถึงการผลักดันอุทยานธรณีสตูล เพื่อจัดตั้งอุทยานธรณีระดับโลก อันจะนำไปสู่ความโดดเด่น สวยงาม มีเสน่ห์ เป็นแห่งเรียนรู้ที่สำคัญ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักระดับจังหวัด ระดับชาติและระดับโลก

            นอกจากนั้นผลผลิตจากการดำเนินกิจกรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรของชุมชนในแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นชุมชนนักคิดเชิงระบบด้วยรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) ในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากการออกแบบกระบวนการทำงานที่เปิดโอกาสให้ชุมชนได้ร่วมพัฒนาโครงการและดำเนินงานด้วยตนเอง ซึ่งบุคลากรถือเป็นหัวใจหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาของชุมชน

กลุ่มผ้ามัดย้อม ชุมชนท่าอ้อย

                กลุ่มผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ บ้านท่าอ้อย เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการทำผ้ามัดย้อมจากพืชป่าชายเลน ได้แก่  “ตันตะบูน”สีแห่งธรรมชาติความงามที่ไร้สารพิษ สู่สีสันบนพื้นผ้า สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน ณ. บ้านท่าอ้อย ทุ่งหว้า สตูล ดินแดนอุทยานธรณีโลก หนึ่งในจุดทำกิจกรรมต้องห้ามพลาดบริเวณอุทยานธรณีโลกสตูล กลุ่มมัดย้อมเลือกใช้สีจากพืชชายเลน ที่ขึ้นตามธรรมชาติหาได้ง่ายในท้องถิ่น พืชหลักที่ถูกเลือกนำมาใช้เป็นตัวชูโรงของการทำกิจกรรมในกลุ่มมัดย้อมคือ “ต้นตะบูนขาว” ซึ่งส่วนของต้นตะบูนที่นำมาใช้ทำกิจกรรมคือ ผล วิธีการทำสีจากผลตะบูนทำได้ไม่ยาก โดยการนำชิ้นส่วนของผลตะบูนตากแห้งเพิ่มลงไปถังที่ตั้งน้ำเดือดและมีส่วนของเปลือกตะบูนอยู่แล้ว สีของเปลือกตะบูนที่เห็นจะออกไปในโทนสีส้ม จนเกือบน้ำตาล เมื่อมีแล้วขั้นตอนต่อไปเป็นการเตรียมผ้า และการทำลาย ลวดลายจะเน้นทำให้สอดคล้องกับเรื่องราวความเป็นอุทยานธรณีโลกสตูล มีการทำลายก้นหอย ลายแอมโมไนท์ เป็นกิจกรรมที่สนุกและมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในทางสร้างสรรค์ ภูมิปัญญา ผนวกกับทรัพยากรธรรมชาติ กับเรื่องราวร้อยเรียงในท้องถิ่น ส่งเสริมให้เกิดอาชีพ และโอกาสในการอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดยชุมชน

            โดยนำจุดแข็งของกลุ่มชุมชนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมมาต่อยอดและยกระดับมูลค่าสินค้าและบริการ โดยมุ่งเน้น ที่สำคัญ คือ “การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์” จึงเป็นการท่องเที่ยวตามแนวคิด BCG ที่มุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน ป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหาร และสร้างรายได้ หากสนใจทำกิจกรรมศึกษาเรียนรู้ภูมิปัญญาการใช้ฐานทรัพยากรชีวภาพในท้องถิ่น บริเวณเขตอุทยานธรณีโลกสตูล ทำกิจกรรม ผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติมาได้ที่บ้านท่าอ้อย

หอสี่หลัง (กาลาปากอสสตูล)

              หอสี่หลัง เป็นเนินทรายกลางทะเล ตั้งอยู่ปากทางออกของคลองท่าอ้อย ซึ่งเป็นคลองที่กั้นเขต อ.ปะเหลียน จ.ตรัง และ อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล คำว่า “สี่หลัง” หมายถึงเนินทรายสี่เนินที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำทะเลเมื่อยามน้ำลง ในปัจจุบันลักษณะภูมิประเทศบริเวณหอสี่หลังประกอบด้วยเนินทรายทอดยาวต่อกัน ล้อมรอบด้วยหาดเลนและแนวหญ้าทะเลขนาดใหญ่ซึ่งมีพรรณสัตว์และพืชอาศัยอยู่นานาชนิด มีพืชชายเลนขึ้นอยู่เป็นหย่อม

               ความโดดเด่นของหอสี่หลัง คือ การพบหญ้าทะเลชนิด หญ้าใบพาย Halophila beccarii ซึ่งเป็นหญ้าทะเลที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย และเป็นหญ้าทะเลเพียงชนิดเดียวของประเทศไทยที่มีสถานภาพเป็นชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable species) ตามบัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN redlist) ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและครอบคลุมพื้นที่เป็นผืนใหญ่ หญ้าชนิดนี้มีความกว้างของแผ่นใบเพียง 1-3 มม. ความยาวแผ่นใบประมาณ 5-10 มม. จึงทำให้มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “หญ้าเงาแคระ” ลักษณะที่แตกต่างจากหญ้าทะเลชนิดอื่นๆ ในสกุลเดียวกันคือ แผ่นใบเรียวยาวคล้ายใบพายอันเป็นที่มาของชื่อสามัญว่า “หญ้าใบพาย” การพบหญ้าทะเลขนาดเล็กนี้งอกบนหาดเลนของหอสี่หลังเป็นผืนใหญ่ โดยอาจเป็นเพราะลักษณะตะกอนดินในพื้นที่มีความเหมาะสม มีสารอาหารสมบูรณ์ และถูกรบกวนน้อย

               การท่องเที่ยวชีวภาพของหอสี่หลังเป็นความน่าสนใจของพื้นที่ชุมชนและดึงดูดให้คนภายนอกเข้ามาสัมผัสเยี่ยมชมสถานที่ วิถีชุมชน เลือกชมสินค้าและบริการ ทำให้สินค้าจากภูมิปัญญาและทรัพยากรชีวภาพ เมื่อชุมชนมีรายได้จากทรัพยากรท้องถิ่นตนเอง ก็จะกระตุ้นให้ชุมชนแบ่งผลกำไรหรือรายได้มาทำกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้มีความยั่งยืนตามแนวทาง BCG

สวนควนข้อง หม้อข้าวหม้อแกงลิง

             สวนควนข้องแห่งนี้เป็นที่พาะพันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิงหลากหลายสายพันธุ์ที่หายาก และกำลังใกล้สูญพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นศูนย์เรียนรู้บริการนักท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่สนใจเรียนรู้สายพันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิงนักท่องเทียวและนักเรียนที่เข้ามาที่สวนแห่งนี้ยังได้ร่วมทำ “ข้าวเหนียวหม้อข้าวหม้อแกงลิง” ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นขนมที่หายาก เพราะหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีอยู่ตามธรรมชาติมีเหลือน้อยจุดพิเศษของสวนควนข้อง หม้อข้าวหม้อแกงลิง คือการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับอุทยานธรณีโลกสตูลด้วยเป็นการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วม สร้างสรรค์ สร้างสำหรับพันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิงที่สวนควนข้องนั้นมีมากกว่า 1,000 ต้น เน้น 4 สายพันธุ์ที่กินได้ ซึ่งเป็นลูกผสมจะเยอะ เช่น พันธุ์มิราบิลิด , พันธุ์คาซิลิส , พันธุ์ไทเกอร์ , ฟลูลาเรีย

             ตามหลัก BCG เป็นการนำต้นทุนทรัพยากรที่เป็นจุดแข็งและจุดเด่นของชุมชน ทั้งผลผลิตทางการเกษตร วัตถุดิบอาหารในท้องถิ่น ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน เป็นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ให้แหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างมีคุณค่า