เกาะหลีเป๊ะ

เกาะไข่ : ซุ้มหินแห่งรักนิรันดร์

หินที่เป็นซุ้มโค้งนั้น เป็นผลจากการกระทำของคลื่น น้ำขึ้นน้ำลง กระแสลม และการขัดสีของทรายที่ถูกพัดพามา ทำให้หน้าผาหินที่ยื่นออกไปในทะเล หรือหัวแหลมบริเวณชายฝั่ง โดยหินที่เกิดการกัดเซาะจะเปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม พลังลมและน้ำที่กระแทกเป็นวงจรอยู่ซ้ำ ๆ เป็นเวลานานทำให้เกิดแรงดันเข้ากัดเซาะตามรอยแตกและรอยแยกในเนื้อหิน หรือบริเวณที่มีรอยเลื่อน รอยคดโค้งในชั้นหินมาก จนทำให้รอยเหล่านั้นขยายใหญ่ขึ้นแล้วผุพังสึกกร่อน สุดท้าย หินบริเวณนั้นก็จะแตกหักและพังลงทั้งสองด้าน เกิดเป็นช่องทะลุเข้าหากันได้ เรียกว่า “ซุ้มหินทะเล”

ธรณีวิทยาเกาะอาดัง – ราวี : สีสันทะเลใต้

หินส่วนใหญ่ที่ปรากฏอยู่บนเกาะอาดังเป็นหินทัวร์มาลีน – ไบโอไทต์แกรนิต เกิดในยุคไทรแอสซิก เช่นเดียวกับที่เกาะหลีเป๊ะ มีเพียงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะที่จะพบหินตะกอนและหินแปร (กลุ่มหินแก่งกระจาน) ซึ่งมีอายุเก่ากว่าหินแกรนิต นอกจากนี้ยังมีหินจำพวกหินโคลน หินทรายแป้ง หินควอตไซต์ และหินชนวนปนอยู่บ้างเล็กน้อย โดยผลจากการผุพังของหินแกรนิตเหล่านี้ ทำให้เกิดเม็ดทรายเป็นชายหาดสวยงาม บางบริเวณมีแร่ทัวร์มาลีนสีดำปะปนอยู่ค่อนข้างมาก จึงเรียกว่า “หาดทรายดำ”

ป่ายปีนไปแตะขอบฟ้าที่ “ผาชะโด”

ในอดีตเป็นที่เล่าขานกันว่า ผาชะโดเคยเป็นจุดสังเกตการณ์ของโจรสลัด ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 2482 – 2488 มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ดูเรือสินค้าเป้าหมายที่แล่นผ่านไปมา ก่อนเข้าโจมตีปล้นชิงเอาสิ่งของมีค่า โดยทางการเห็นว่าผาชะโดคือสถานที่ที่เหมาะสมต่อการจัดตั้งนิคมฝึกตนเอง หรือทัณฑสถานตะรุเตา จึงเลือกเกาะตะรุเตาเป็นศูนย์กลาง และขยายเขตถึงเกาะอาดัง – ราวี เกาะหลีเป๊ะด้วย

เกาะหินงาม : ความงามที่คลื่นน้ำรังสรรค์

นักธรณีวิทยา อธิบายว่า หินที่พบบนเกาะนี้ คือ “หินฮอร์นเฟลส์” (Hornfel) ซึ่งจัดเป็นหินแปรชนิดหนึ่ง (กลุ่มหินแก่งกระจาน ยุคเพอร์เมียน) ที่เกิดจากการแปรสัมผัสจากหินเดิมที่มีเนื้อละเอียด เช่น หินดินดาน หินโคลน หรือหินชนวน เป็นต้น

เกาะหินซ้อน : หินแกร่งยังแตกได้ (แต่ไม่ตก)

ก้อนหินแกรนิตขนาดใหญ่วางซ้อนกันอยู่อย่างโดดเด่นสะดุดตา โดยทั่วไปแล้ว หินแกรนิตเมื่อผุพังจะมีการเปลี่ยนสภาพของแร่ประกอบหิน มีการแตกออกเป็นกาบ คล้ายกาบกะหล่ำปลี แล้วหลุดลอกออกเป็นแผ่น ทำให้ส่วนของหินแข็งด้านในที่เหลืออยู่มีรูปร่างกลมมน หรือทรงรีวางอยู่บนหน้าหินอย่างที่เห็น (ที่มาข้อมูล: กรมทรัพยากรธรณี)