หาดหินหลากสี

ธรณีวิทยาและการเกิด บริเวณหาดกรวดแห่งนี้พบก้อนกรวดของหิน 2 ชนิดหลัก ๆ คือหินทรายและหินปูน ซึ่งเป็นหินที่มีอายุที่เก่าแก่มากในทางธรณีวิทยา โดยหินทรายมีอายุอยู่ในช่วงยุคแคมเบรียน (ประมาณ 500 ล้านปี) ส่วนหินปูนมีอายุอยู่ในช่วงยุคออร์โดวิเชียน (ประมาณ 470 ล้านปี) เมื่อหินทั้งสองชนิดมีการแตกหักหลุดร่วงออกมาจากบริเวณภูเขาหรือหน้าผา จะถูกกระแสคลื่นที่ซัดเข้าชายฝั่งอยู่ตลอดเวลากัดเซาะเป็นระยะเวลานานจนทำให้หินมีความกลมมนขึ้นเรื่อย ๆ ดังที่เห็นในปัจจุบัน โดยกรวดที่พบมีสีต่าง ๆ สามารถอธิบายได้ดังนี้

  • สีแดง, ชมพู เป็นหินทรายที่มีแร่เหล็กเป็นองค์ประกอบ ทำให้เกิดสีแดง ถ้ามีแร่เหล็กมากสีจะแดงมากถ้ามีแร่เหล็กน้อยสีจะออกชมพู หรือแดงอ่อน
  • สีเหลือง, น้ำตาล เป็นสิของหินทรายสีเทาอ่อน เทาเข้มเป็นหินปูน ถ้าหินปูนมีสีเทาเข้มจะแสดงถึงการมีแร่มลทินมากหินปูน
  • สีเทาอ่อน แสดงถึงองค์ประกอบหินที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ มีแร่มลทินน้อย สีขาวคือแร่ควอตซ์มักพบเป็นเส้นแถบ
  • สีขาว จะแทรกอยู่ในเนื้อหิน ทั้งหินปูนและหินทราย โดยแร่ควอตซ์เป็นแร่ที่มีความคงทนมาก มักพบเหลือเป็นก้อนกรวดตามชายหาดหินกรวดต่าง ๆ

*เวลาที่เหมาะสมในการชม  ข้างขึ้น 13 ค่ำ ถึง 3 ค่ำ ข้างแรม 13 ค่ำ ถึง 3 ค่ำ ช่วงเดือนที่เหมาะสม

พฤษจิกายน – เมษายน  (ที่มาข้อมูล : กรมทรัพยากรธรณี)

 

ระหว่างเขตข้ามกาลเวลาจะพบรอยสัมผัสของหิน 2 ยุค คือหินทรายสีแดงยุคแคมเบรียน (อายุประมาณ 541– 485 ล้านปี ) และหินปูนยุคออร์โดวิเชียน (อายุประมาณ 485-444 ล้านปี) ซึ่งเกิดจากรอยเลื่อนของเปลือกโลก (Fault Contact) ที่มีความชัดเจนมากและหาดูได้ยาก เสมือนหนึ่งว่าเราสามารถก้าวย่างข้ามกาลเวลาจากยุคแคมเบรียนไปสู่ยุคออร์โดวิเชียนได้เพียงก้าวเดียว

รูปมีการสะสมตะกอนตามชายฝังทะเลต่อเนื่องถึงบริเวณไหล่ทวีป โดยเป็นการสะสมตะกอนทรายและทรายแป้งในยุคแคมเบรียน และตะกอนคาร์บอเนต (หินปูน) ในยุคออร์โดวิเชียน

รูปเกิดรอยเลื่อนในชั้นหินและจากแรงดึงของแผ่นเปลือกโลกทำให้หินทางด้านขวามือของรอยเลื่อนถูกดึงลากลงมา

 

รูปเมื่อเวลาผ่านไปเกิดกระบวนการปรับสภาพพื้นผิวโลกหินปูนเกิดการผุกร่อนจนกลายเป็นภูมิประเทศแบบคาสต์ (karst)

รูปหินยังคงผุกร่อนต่อไปและน้ำทะเลได้รุกท่วมพื้นที่ทั้งหมด ทำให้เกิดเป็นหาดหินริมทะเลที่แสดงรอยต่อของเขตข้ามกาลเวลาดังที่เห็นในปัจจุบัน (ที่มาข้อมูล : กรมทรัพยากรธรณี)

มหายุคพาลีโอโซอิก (Paleozoic era) หมายถึงช่วงอายุทางธรณีวิทยา อยู่ในช่วงประมาณ 544 – 286 ล้านปีก่อน โดยเริ่มพบสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังทั้งที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดและน้ำเค็ม เช่น ไทรโลไบต์ (trilobite) แอมโมนอยด์ (ammonoid) หอย ปลา รวมทั้งแมลง สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เริ่มพบสาหร่าย เห็ดรา พืชบกชั้นต่ำ เริ่มจากพืชไม่มีเนื้อเยื่อลำเลียงเฟิร์นไปจนถึงพืชมีเนื้อเยื่อลำเลียง

มหายุคพาลีโอโซอิกสิ้นสุดลงเมื่อมีการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ซึ่งอาจเกิดจากยุคน้ำแข็งที่เกิดฉับพลัน หรือเกิดจากภูเขาไฟระเบิด ทำให้มีการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งในทะเลและบนพื้นดินจำนวนมากขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์แบ่งย่อยมหายุคพาลีโอโซอิกออกเป็น 6 ยุค ฟอสซิลที่พบในอุทยานธรณีโลกสตูลมีครบทั้ง 6 ยุค ประกอบด้วย

1) ยุคแคมเบรียน (Cambrian Period) พบซากดึกดำบรรพ์บ่งบอกอายุ อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 544-505 ล้านปี

ไทรโลไบต์ (trilobite)

2) ยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician Period) พบซากดึกดำบรรพ์บ่งบอกอายุ อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 505-440 ล้านปี

นอติลอยด์ (nautiloids)

3) ยุคไซลูเรียน (Silurian Period) พบซากดึกดำบรรพ์บ่งบอกอายุ อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 440-410 ล้านปี

แกรปโตไลต์ (Graptolite)

4) ยุคดีโวเนียน (Devonian Period) พบซากดึกดำบรรพ์บ่งบอกอายุ อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 410-360 ล้านปี

เทนทาคูไลต์  (Tentaculite)

5) ยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous Period) พบซากดึกดำบรรพ์บ่งบอกอายุ อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 360-325 ล้านปี

โพซิโดโนเมีย (Posidonimaya))

6 ยุคเพอร์เมียน (Permian Period) พบซากดึกดำบรรพ์บ่งบอกอายุ อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 325-286

คตข้าวสาร ฟิวซูลินิค (Fusulinid)

 

 

ที่มาข้อมูล: กรมทรัพยากรธรณี