หญ้าใบพายและสัตว์หน้าดินที่พบบริเวณหอสี่หลัง

หญ้าใบพายที่พบบริเวณหอสี่หลัง อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล

1 หญ้าทะเล

หญ้าใบพาย

ชื่อวิทยาศาสตร์: Halophila beccarii Ascherson

ชื่อสามัญ: หญ้าใบพาย, หญ้าเงาแคระ

Common name: Estuarine spoongrass

ลักษณะสำคัญ

หญ้าใบพายเป็นหญ้าทะเลที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทยมีความกว้างของแผ่นใบเพียง 1-3 มม. ความยาวแผ่นใบประมาณ 4-10 มม. จึงทำให้มีชื่อสามัญอีกชื่อว่า “หญ้าเงาแคระ” ลักษณะที่แตกต่างจากหญ้าทะเลชนิดอื่นๆ ในสกุลเดียวกันคือ แผ่นใบเรียวยาวคล้ายใบพายอันเป็นที่มาของชื่อสามัญว่า “หญ้าใบพาย” ในบางครั้งพบว่าบนใบมีรงควัตถุสีแดงเป็นแถบตามขวางตลอดแผ่นใบ ไม่มีเส้นใบตามขวาง แต่มีเส้นใบตามยาวขนานตามขอบใบ 2 เส้น ใบเจริญเป็นกลุ่มใบประมาณ 4 -10 ใบต่อ หญ้าใบพายเป็นหญ้าทะเลที่มีดอกเพศผู้และเพศเมียเจริญแยกกัน ดอกเพศผู้มีก้านชูดอกเจริญมาจากเหง้า มีกลีบดอกสีขาว 3 กลีบ ปลายกลีบดอกมน มีอับเรณู 3 อันอยู่ตรงกลาง ส่วนดอกเพศเมียเจริญมาจากเหง้าเช่นเดียวกันโดยมีรังไข่รูปรี ใส ส่วนปลายมียอดเกสรตัวเมีย 3 เส้น หญ้าใบพายนับได้ว่าเป็นพืชดอกที่มีขนาดเล็กที่สุดในท้องทะเลเลยก็ว่าได้

 

สถานภาพ

หญ้าใบพายพบแพร่กระจายเฉพาะในเขตอินโดแปซิฟิก ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ประเทศอินเดีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางตอนใต้ของประเทศจีนเท่านั้น ลักษณะพื้นที่ที่หญ้าใบพายเจริญขึ้นได้มีความจำเพาะ คือ พบได้บริเวณหาดโคลน ใกล้ป่าชายเลน หรือปากแม่น้ำ ในเขตน้ำขึ้นน้ำลงเท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่นัก และเป็นพื้นที่ที่มักได้รับผลกระทบต่าง ๆ จากกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการเพาะเลี้ยงชายฝั่งและการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งส่งผลต่อปริมาณตะกอนที่ไหลผ่านลงมายังพื้นที่ที่มีหญ้าใบพายเจริญอยู่ หญ้าใบพายเป็นหญ้าทะเลเพียงชนิดเดียวของประเทศไทยที่มีสถานภาพเป็นชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable species) ตามบัญชีแดง (IUCN Red List) ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature and Natural

 

การแพร่กระจายของหญ้าใบพายในประเทศไทย

ในประเทศไทยพบหญ้าใบพายแพร่กระจายทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย (ภาคผนวก ตารางที่ 3-4) โดย ฝั่งอันดามันพบหญ้าใบพายใน 6 จังหวัดคือ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ส่วนฝั่งอ่าวไทยมีรายงานพบหญ้าใบพายใน 5 จังหวัดได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ทั้งนี้ลักษณะการเจริญของหญ้าใบพายทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันมีความแตกต่างกัน กล่าวคือทางฝั่งอ่าวไทยหญ้าใบพายมักพบเจริญเป็นผืนใหญ่โดยมีหญ้าใบพายเจริญขึ้นเป็นชนิดเด่นเพียงชนิดเดียว ส่วนฝั่งอันดามันนั้นโดยภาพรวมหญ้าใบพายมักเจริญร่วมกับหญ้าทะเลชนิดอื่น ๆ หลายชนิด มีเพียงบางพื้นที่เท่านั้นที่พบหญ้าใบพายเจริญเป็นชนิดเด่นเพียงชนิดเดียว เช่น ที่หอสี่หลัง ทั้งนี้ในประเทศไทยหญ้าใบพายมักพบในบริเวณที่เป็นปากแม่น้ำ พื้นที่ขอบป่าชายเลน อ่าว และลากูน

การแพร่กระจายของหญ้าใบพายในบริเวณหอสี่หลัง

จากการสำรวจเบื้องต้นบริเวณหอสี่หลังพบผืนหญ้าใบพายบริเวณหาดโคลนที่เป็นเขตน้ำตื้น ซึ่งมีพื้นที่หญ้าทะเลโดยประมาณ 128,237 ตารางเมตร (80.15 ไร่) โดยจะไม่พบเจริญบริเวณสันทรายเลยเนื่องจากมีลักษณะของตะกอนดินที่เป็นทรายหยาบ ซึ่งไม่เหมาะกับการเติบโตของหญ้าใบพาย ทั้งนี้ในธรรมชาติจะสามารถมองเห็นเฉพาะส่วนแผ่นใบขนาดเล็กเจริญขึ้นมาเหนือผิวดินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หญ้าใบพายมีการเปลี่ยนแปลงประชากรตามฤดูกาลตลอดทั้งปี โดยจากการสำรวจเบื้องต้นหญ้าใบพายพบมากในช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม และพบได้น้อยในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม และนอกจากนี้ยังพบว่ามีการสร้างดอกและผลในราวเดือนมกราคม-มีนาคม

พื้นที่ที่พบหญ้าใบพาย (กรอบสีขาว) บริเวณหอสี่หลัง อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล

เป็นที่น่าสนใจว่าแหล่งหญ้าใบพายที่พบที่หอสี่หลังนี้เป็นแหล่งหญ้าทะเลที่พบใหม่ซึ่งยังไม่มีการรายงานพบมาก่อนหน้านี้จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการสำรวจสถานภาพและจัดทำแผนที่หญ้าทะเลของประเทศ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นในการที่จะต้องสำรวจและศึกษาเพิ่มเติมในบริเวณหาดเลนหอสี่หลังแห่งนี้ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทั้งนี้หากพิจาณาในเชิงพื้นที่ แม้ว่าแหล่งหญ้าใบพายที่หอสี่หลังนี้ มีขนาดพื้นที่เล็กกว่าแหล่งหญ้าใบพายที่เจริญเป็นชนิดเด่นในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่ในระดับจังหวัดถือเป็นแหล่งหญ้าใบพายเพียงหนึ่งในสองแหล่งเท่านั้นที่พบได้ในพื้นที่จังหวัดสตูล

วิธีการรักษาแหล่งหญ้าทะเล มีดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการเดินบนหาดโคลนบริเวณหอสี่หลัง เนื่องจากเป็นบริเวณที่หญ้าใบพายเจริญหนาแน่น

หากมีความจำเป็นที่ต้องเดินบนหาดโคลน ควรใช้ความระมัดระวังและสังเกตเป็นพิเศษ เนื่องจากหญ้าใบพายเป็นหญ้าทะเลที่มีขนาดเล็กมาก ทำให้สังเกตได้ยาก ควรเดินเฉพาะบนสันทราย เนื่องจากไม่พบหญ้าใบพายเจริญบริเวณดังกล่าว อย่างไรก็ดีหากต้องการดูหญ้าใบพายสามารถดูได้ในบริเวณพื้นโคลนที่อยู่ติดกับสันทรายได้อย่างสะดวก

2. ไม่ขุดหรือเก็บหญ้าใบพาย

3. ควรมีการกำหนดจุดจอดเรือที่ห่างจากแนวหญ้าใบพาย รวมถึงเส้นทางการเดินท่องเที่ยวบริเวณหอสี่หลัง เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินเหยียบย่ำในบริเวณที่มีหญ้าใบพายเจริญ

4. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นหาดโคลนและการฟุ้งกระจายของตะกอน เช่น การปลูกป่าชายเลน การสร้างท่าเรือ การติดตั้งเครื่องมือประมงประเภทประจำที่ การใช้เครื่องมือประมงประเภทที่กระทบต่อผิวหน้าดิน เช่น อวนลาก อวนรุน เป็นต้น

2 สัตว์ทะเลหน้าดิน

จากการสำรวจเบื้องต้นพบสัตว์ทะเลหน้าดินบริเวณหอสี่หลังหลากหลายกลุ่ม ทั้งที่เป็นกลุ่มที่มีการขุดรูอาศัยและคืบคลานตามพื้นทะเลในช่วงน้ำลง เช่น ปูทหารก้ามโค้ง ปูก้ามดาบก้ามขาว ปลิงลูกบอล ปลิงหัวมัน ดาวทราย ทากเปลือย หอยชนิดต่าง ๆ และกลุ่มที่มีการขุดรูอาศัยอยู่ในตะกอนดินที่มีลักษณะเป็นดินโคลนปนทราย เช่น ไส้เดือนทะเล แอมฟิพอด ทาไนดาเซียน กุ้งดีดขัน ตัวอ่อนกุ้ง ตัวอ่อนปู (ภาคผนวก ตารางที่ 1) โดยบางชนิดฝังตัวอยู่ในบริเวณแนวหญ้าทะเล เช่น ดอกไม้ทะเล ไส้เดือนทะเล บางชนิดสร้างท่ออาศัยกระจายอยู่ทั่วไปตามแนวหาดทรายปนโคลน เช่น ไส้เดือนทะเลชนิด Diopatra claparedii ที่สร้างท่ออาศัยในเขตน้ำขึ้นน้ำลง (รูปที่ 7) ไส้เดือนทะเลชนิดนี้เป็นชนิดที่แพร่กระจายได้ดีที่สุดและเป็นชนิดเด่น ดำรงชีวิตด้วยการอาศัยอยู่ในท่อตลอดเวลา โดยมีการสร้างท่อลึกลงไปในตะกอนดินตามแนวตั้ง ส่วนของท่อที่โผล่พ้นผิวตะกอนดินมีลักษณะเป็นรูปตัวเจคว่ำ มีการนำเอาเศษใบไม้หรือชิ้นส่วนของเปลือกหอย สาหร่าย และเศษซากอื่น ๆ ที่ลอยมาตามน้ำมาประดับท่อเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับท่อ มีการยื่นลำตัวส่วนหน้าออกมาจากท่อเพื่อกินอาหาร บทบาทในระบบนิเวศพบว่าไส้เดือนทะเลกลุ่มนี้เป็นอาหารของสัตว์น้ำหลายชนิด โดยเฉพาะกลุ่มปลาชาวประมงบริเวณนี้จึงมีการขุดไส้เดือนทะเลกลุ่มนี้มาเป็นเหยื่อสดในการตกปลา และด้วยโครงสร้างของท่อที่ซับซ้อนยังเป็นแหล่งอาศัยย่อยให้กับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อีกหลายชนิด นอกจากนี้บริเวณหาดโคลนปนทรายใกล้ๆ กับแนวเนินทรายยังพบท่อของไส้เดือนทะเลชนิด Lanice sp. ที่มีการสร้างท่อด้วยเม็ดทรายที่มีปลายท่อโผล่พ้นพื้นทะเลลักษณะเป็นเส้นที่ขอบคล้ายพัดได้อีกด้วย

หาดทรายปนโคลนที่มีท่ออาศัยของไส้เดือนทะเล (ปกคลุมด้วยเศษใบไม้) บริเวณหอสี่หลัง