มานิ

วิถีชีวิตชาวมานิ

เรื่องราวของชาว มานิ ภูมิปัญญาสมุนไพรท้องถิ่น และวิถีชาวป่า

อัตลักษณ์ของ “มานิ” นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของโครงสร้างทางสังคม ๓ ประการ คือ ๑. สถานที่อาศัยโยกย้ายไปในป่าเขาเป็นหลัก ยังชีพด้วยการหาของป่าและล่าสัตว์เล็กเป็นอาหาร ๒. เอื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน ๓. ไม่ทะเลาะวิวาทกัน หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งก็จะกลายเป็น “ฮามิ” หรือคนอยู่กับที่หรือคนเมืองทั้งหลายทั่วไปในบทความนี้ผู้เรียบเรียงจะใช้คำว่า “มานิ” แทนคำว่า “เซมัง” หมายถึง เผ่ามานิหรือเซมังที่อาศัยในพื้นที่จังหวัด ตรัง สตูล และพัทลุง เพื่อมิให้สับสนกับพื้นที่อื่น ๆ

วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของมานิ

ถิ่นที่อยู่อาศัยและลักษณะบ้านเรือนมานินั้นอาศัยอยู่ตามป่าเขา ชอบใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ยุคหิน และชอบเร่ร่อนและย้ายถิ่นฐานสร้างกระท่อมเป็นที่พักอาศัยเรียกว่า “ทับ” กระจายอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยไปจนถึงรัฐเคดาห์ และรัฐปะหัง ประเทศมาเลเซีย บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ในประเทศไทย ชนเผ่ามานิหรือเซมังจะเร่ร่อนย้ายถิ่นจากถิ่นหนึ่งไปยังอีกถิ่นหนึ่ง ในแถบบริเวณภาคใต้ของไทยจะอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆละประมาณ ๒0 – ๓๐ คน มักเลือกทำเลสูงใกล้แหล่งน้ำเป็นที่อยู่อาศัย เมื่อเลือกทำเลได้ตามต้องการก็จะแผ้วถางให้บริเวณนั้นโล่งเตียน แล้วสร้างที่อยู่เป็นขนำเล็ก ๆ เรียกว่า “ทับ” โดย ใช้กิ่งไม้ง่ามเป็นตอม่อ ยกแคร่ขึ้นสูงจากพื้นดิน ๑ ศอก และกว้าง ๑ ศอก หนุ่มโสดจะมีแคร่เดียว คู่สามีภรรยาจะมี ๒ แคร่อยู่ใกล้ ๆ กัน โดยเว้นที่ตรงกลางไว้ หลังคาทับสร้างเป็นแบบเพิงหมาแหงน ใช้เสาไม้ง่ามสี่ต้น เสาสองต้นหน้าสูงระดับศีรษะ เสาสองต้นหลังสูงจากพื้นดินเล็กน้อย ใช้เชือกผูกโครงหลังคา นำใบไม้มามุงแบบง่าย ๆป้องกันแสงแดด เมื่อถึงฤดูฝน มานิจะไปอาศัยอยู่ตามถ้ำหรือเชิงผาหรือโพรงต่าง ๆ

ยารักษาโรค

ยารักษาโรค โดยปกติมานิกลุ่มหนึ่ง ๆ จะมีหมอประจำกลุ่มอยู่ ๑ – ๒ คน คือหมอผู้หญิงมีหน้าที่ทำคลอด หมอผู้ชายทำหน้าที่เป็นแพทย์รักษาโรคทั่วไป ในบางกรณีอาจมีหมอคนเดียวเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ ทำหน้าที่ทั้งผดุงครรภ์ ทำคลอดและเป็นแพทย์รักษาโรคทั่วไป เมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นหมอก็จะวินิจฉัยหาสาเหตุของโรค ซึ่งในความคิดของมานิเชื่อว่าเหตุแห่งการเจ็บป่วยเกิดจากการกระทำของผี และเกิดจากเชื้อโรค หมอก็จะรักษาโดยใช้เวทมนต์คาถา “ซาโฮส” โดยหมอจะใช้หมากพลูมาเคี้ยว แล้วก่อนจะพ่นแต่ละครั้งจะมีคาถาที่ต้องเสกว่า ” ปะลัก เอว อะเบ็ด” แล้วพ่นลงบนอวัยวะส่วนที่เจ็บปวด ๓ ครั้ง แล้วหมอก็จะจัดหายาสมุนไพรมา รักษาโรคตามอาการต่อไป เนื่องจากถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นป่าเขตร้อนชื้น จึงมีพืชสมุนไพรอุดมสมบูรณ์ ชาวมานิรู้จักนำพืชสมุนไพรมาใช้เพื่อการบำรุงร่างกายและรักษาโรค หลายชนิด จำแนกได้ ๒ ประเภท ดังนี้

ประเภทที่หนึ่ง

ยาสำหรับสตรี มีหลายชนิดเช่น ต่ำ และยายเอ็ง เป็นยาคุมกำเนิดสำหรับสตรี นิยมกินกันหลังคลอดทุกคน โดยจะกินในขณะอยู่ไฟ กาเลาะ เป็นยาขับเลือดหรือขับน้ำคาวปลา สำหรับหญิงหลังคลอด ยานี้เป็นยาแก้ร้อนใน กะจิติเมาะเป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงหลังคลอด อีกทั้งยังช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น มูดุสเป็นยาคุมกำเนิดชนิดถาวรสำหรับสตรี จะทำให้ไม่มีลูกเด็ดขาด ยังออลเป็นยาที่กินแล้วทำให้มีลูก อันจง เป็นยาช่วยให้คลอดง่าย ใช้กินเวลาเจ็บท้องคลอด ตังยับเยา เป็นยาช่วยให้มีน้ำนมมาก มะเป็นยาแก้ประจำเดือนไม่ดี ไม่ปกติ ปวดประจำเดือน มีรสเผ็ดร้อน

ประเภทที่สอง

ยารักษาโรคทั่วไป มีหลายชนิดเช่น ชูดง หรือว่านร้อยปีในภาษาไทยเป็นยาแก้ปวดปั้นนเอว บักกุกะเฮิบ เป็นยาแก้โรคหอบหืด ชาวเซมังมีความเชื่อว่าโรคหอบหืด เกิดจากร่างกายกระทบกับอากาศเย็นจนทำให้ไอเป็นประจำ แล้วเป็นไข้หวัด ต่อมาก็กลายเป็นโรคหอบหืด หรือกินอาหารที่เย็น ได้แก่ แตง ฟัก ถั่วฝักยาวหน่อไม้ ก็อาจทำให้เกิดโรคหอบหืดได้ หรืออาจทำให้ปวดหลัง อะเวยกูญต เป็นยารักษาโรคไข้เหลือง กรีไวเป็นยาแก้ท้องเสีย เป็นระดูขาว โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคไส้เลื่อน โรคริดสีดวงทวาร เบอยั่นเป็นยาแก้โรคลมพิษ ตูโยะลางิ เป็นยาแก้ไขมาลาเรีย สะดวง เป็นยาแก้ ไข้หวัด โรคไซนัส กาลัง เป็นยารักษาโรคนิ่ว บอฮอลเป็นยาแก้โรคเหน็บชา ชามังตะบานเป็นยาแก้ โรคมะเร็งที่เจ็บในอก บีโซลเป็นยาแก้ฝี

วัฒนธรรมความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวมานิ

ชาวมานิมีความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ และเกรงกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจากปรากฎการณ์ธรรมชาติ เชื่อในไสยศาสตร์ เวทมนตร์ และข้อห้ามทางสังคม ที่พวกเขากำหนดขึ้น ลักษณะของความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในสังคมของชาวมานิ สรุปได้ดังนี้

๑) ความเชื่อเรื่องโชคลาง เช่น เมื่อเดินป่าผ่านบริเวณใดที่ทำให้เกิดขนลุกขนพองใจคอสั่น แสดงว่าบริเวณนั้นเจ้าที่แรง ห้ามไปทำร้ายสัตว์หรือตั้ง”ทับ” เพราะจะถูกผีเจ้าที่ลงโทษถึงตาย หรือถ้าเริ่มออกเดินทางแล้วบังเอิญสะดุดหกล้มลงห้ามเดินทางต่อ ถ้าเดินทางอีกต้องเปลี่ยนทิศทางที่จะไปมิฉะนั้นจะเป็นอันตราย

๒)ความเชื่อเรื่องเวทมนต์คาถา เช่นการทำ “ซาโฮซ”

๓) ความเชื่อเรื่องวิญญาณหลังความตาย

๔) ความเชื่อเรื่องสุขภาพ เช่น ผู้หญิงแม่ลูกอ่อนให้กินได้เฉพาะกล้วยไข่ ปลาเค็ม เกลือ แต่ห้ามกินหัวเผือก ขนุน กล้วยหิน กล้วยน้ำหว้า ความเชื่อเรื่องการรักษาความบริสุทธิ์ของหญิงสาวพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด เพื่อชายเพียงคนเดียวเท่านั้น และจะไม่ล่วงเกินได้เสียกันก่อนแต่งงาน หากแต่ผู้ชายหนุ่มถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาว ผู้หญิงจะยึดถือเสมือนว่าผู้ชายผู้นั้นเป็นสามีของนางแล้ว

๖) ความเชื่อเรื่องสัญลักษณ์ ชาวมานิจะเชื่อเรื่องรูปสัญลักษณ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบเห็นจากธรรมชาติ

และเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพศ หรือความรักระหว่างชายกับหญิง การเกี้ยวสาว เช่น”หวีประดับผม”มีความหมายว่า ยังเป็นสาวบริสุทธิ์

7) ความเชื่อเรื่องข้อห้าม หรือกฎเกณฑ์บางประการ เช่น ห้ามไม่ให้ร่วมประเวณีกันใน”ทับ” ห้ามไม่ให้ลูกสะใภ้หุงข้าวหรือเผามันให้พ่อสามีกิน แม้เวลาป่วยไข้ก็ไม่ได้ ห้ามลูกสะใภ้นั่งสนทนา วงเดียวกันกับพ่อสามี ถ้าจำเป็นต้องนั่งวงเดียวกันจะต้องนั่งหันหลังให้กันและมีผู้อื่นนั่งกั้นกลาง

ประเพณีการเกิด

สังคมของชาวมานิถือว่าการให้กำเนิดทารกนั้นมีความสำคัญมาก ผู้มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้เป็นแม่ คือหมอตำแย หรือ “โต๊ะดัน” หรือ “โต๊ะบีดัน” ในระยะเจ็บท้องใกล้คลอดนั้น โต๊ะดันจะนำยาชนิดหนึ่งมาทาบริเวณหน้าท้อง มีการนวดท้องเพื่อช่วยให้คลอดง่าย แม่จะเป็นผู้เลี้ยงดูลูกด้วยน้ำนมหลังคลอด แต่ถ้าแม่ไปทำงานโต๊ะดันจะเลี้ยงเด็กด้วยผลไม้จำพวก กล้วย เผือก มัน แทน

ประเพณีการแต่งงาน

สังคมของมานิไม่มีพิธีแต่งงาน กล่าวคือ เมื่อชายหนุ่มและหญิงสาวพอใจกัน ฝ่ายหนุ่มก็ให้พ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ฝ่ายตน ซึ่งอาจอยู่ทับติดกันกับฝ่ายหญิงไปสู่ขอ ถ้าผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงตกลงก็ให้มีการกินเลี้ยงกัน ในการกินเลี้ยงนั้นฝ่ายชายต้องแสดงความสามารถในการล่าสัตว์มาเลี้ยงเพื่อนฝูง และฝ่ายชายต้องเป็นผู้สร้างทับที่อยู่อาศัย เมื่อกินเลี้ยง สร้างทับเสร็จแล้ว หนุ่มสาวจะไปยังทับของตนและอยู่กินกันอย่างสามี-ภรรยา

ประเพณีการสิ้นชีวิตของมานิ

เมื่อสมาชิกในกลุ่มคนใดคนหนึ่งถึงแก่กรรม ญาติพี่น้องจะฝังศพบนเนินใกล้ๆ ลำธาร ห่างจากที่พักประมาณ ๑00 เมตร เมื่อกลบหลุมเรียบร้อยแล้ว ญาติของผู้ตายพร้อมเพื่อนบ้านจะกลับไปที่ทับและทำพิธีสวดทับของผู้ตาย เครื่องใช้ในพิธีสวดศพประกอบด้วย เหล้า ธูป เทียน ข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ผู้นำในการสวดศพ คือ หมอผีเท่านั้น เมื่อสวดศพเสร็จแล้วจะมีการกินเลี้ยงที่ทับของผู้ตาย