ปราสาทหินพันยอด

ปราสาทหินพันยอดในวันนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา ที่ได้รับความนิยม ซึ่งเส้นทางท่องเที่ยวของปราสาทหินพันยอดนั้นมีแหล่งมรดกธรณีหลายแหล่งด้วยกัน และมีแหล่งโบราณคดีอีกด้วย โดยการท่องเที่ยวในเส้นทางท่องเที่ยวนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรากับวิสาหกิจชุมชนโดยรอบพื้นที่รวมทั้งสิ้น 14 กลุ่ม เส้นทางท่องเที่ยวนี้สามารถเที่ยวครบได้ในหนึ่งวัน (one day trip) โดยแหล่งจุดหมายปลายทางหลักคือปราสาทหินพันยอด และมีแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในเส้นทางคือ สันหลังมังกรบ้านบ่อเจ็ดลูก อ่าวฟอสซิล และแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่น เขตข้ามกาลเวลา โบราณสถานบ้านบ่อเจ็ดลูก หาดกาสิง เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดของแต่ละแหล่งนั้นเป็นดังนี้

ปราสาทหินพันยอด มรดกธรณีแหล่งจุดหมายของเส้นทางท่องเที่ยวนี้ก็คือปราสาทหินพันยอด ตั้งอยู่ที่เกาะเขาใหญ่ ภายในพื้นที่รับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ห่างจากท่าเรือปากบาราประมาณ 3 กิโลเมตร ธรณีวิทยาบริเวณเกาะเขาใหญ่เป็นเกาะหินปูนเกิดจากการตกตะกอนคาร์บอเนตช่วงยุคออร์โดวิเชียนตอนกลาง-ตอนปลาย หรือประมาณ 470-444 ล้านปีมาแล้ว จัดอยู่ในหมวดหินรังนก กลุ่มหินทุ่งสง อายุอยู่ในยุคออร์โดวิเชียน โดยหมวดหินรังนกนั้นตอนล่างประกอบด้วยหินปูนเนื้อขนาดเม็ดทรายของซากไครนอยด์สีขาว ถึงสีเทา ช่วงถัดขึ้นมาเป็นหินปูนและหินปูนเนื้อปนโดโลไมต์ (Dolomitic limestone) สีเทาและสีชมพู และถัดมาเป็นหินปูนสีเทาขนาดชั้นบางถึงชั้นหนา มีชั้นสโตรมาโตไลต์ (Stromatolite) ค่อนข้างเยอะ หน่วยหินตอนบนสุดประกอบด้วย หินปูนเนื้อปนโดโลไมต์ (Dolomitic limestone) สีเทาถึงสีชมพู ชั้นหินมีขนาด 5-15 เซนติเมตร หมวดหินรังนก มีสภาพแวดล้อมการสะสมตะกอนแบบหินพืดปะการัง (Coral barrier reef) ส่วนการเกิดปราสาทหินพันยอดนั้น มาจากหินปูนถูกน้ำฝนที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ ทำปฏิกิริยากันและละลายหินปูนทีละน้อยเป็นระยะเวลายาวนาน โดยเริ่มแรกนั้นน้ำฝนจะไหลซึมเข้าไปตามรอยแตกของหินที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกมาชนกัน เมื่อนานวันเข้าหินบริเวณรอยแตกถูกละลายหายไปจนเกิดเป็นช่อง ปฏิกิริยาเกิดต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จากช่องขยายใหญ่ขึ้นเป็นโพรง โพรงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนเพดานโพรงนั้นบางลง จนรับน้ำหนักไม่ไหวถล่มลงมา เหตุการณ์นี้เรียกว่าหลุมยุบ ซึ่งก็คือจุดบริเวณในปราสาทหินพันยอดนั่นเอง รายล้อมด้วยกำแพงหินและมียอดแหลมจำนวนมากคล้ายกับยอดปราสาทในเทพนิยาย ยอดแหลมเหล่านี้ก็เกิดจากการละลายของน้ำฝนด้วยเช่นกัน ฟอสซิลนั้นสามารถพบได้ในพื้นที่อุทยานธรณีสตูล รวมถึงปราสาทหินพันยอดนี้ก็พบฟอสซิลสัตว์ทะเลโบราณ นอติลอยด์ สโตรมาโตไลต์ และร่องรอยชอนไชก็พบได้ภายในปราสาทหินพันยอดด้ว

การเดินทางมายังปราสาทหินพันยอด

จังหวัดสตูลอยู่ล่างสุดของประเทศไทยทางฝั่งอันดามัน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อำเภอละงู คือที่ตั้งของปราสาทหินพันยอด หากจะเดินทางมาท่องเที่ยวปราสาทหินพันยอดนั้น สามารถมาได้หลายเส้นทาง       ทั้งทางเครื่องบิน ทางรถยนต์และทางเรือ การที่จะท่องเที่ยวปราสาทหินพันยอดนั้นต้องมาที่อำเภอละงูก่อน และติดต่อกับวิสาหกิจชุมชนนำเที่ยว  ที่ร่วมมือกันกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราเพื่อลงเรือหางยาว ที่มีหลายจุดตามที่ตั้งของวิสาหกิจชุนชนนั้น ๆ  เพื่อเข้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวหลักของปราสาทหินพันยอด

การเดินทางมาที่อำเภอละงูทางรถยนต์นั้น เส้นทางหลักที่มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดสตูลมี 2 ทางคือ มาจากจังหวัดสงขลาและมาจากจังหวัดตรัง มาจากจังหวัดสงขลาใช้ทางหลวงหมายเลข 406 และมุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 416 ที่ตำบลฉลุง อำเภอเมือง เพื่อมาที่อำเภอละงู หากมาจากจังหวัดตรัง ตามทางหลวงหมายเลข 404 และมาตามทางหลวงหมายเลข 416 ที่อำเภอปะเหลียน มุ่งหน้ามาที่อำเภอละงู

การเดินทางโดยเครื่องบินเนื่องจากจังหวัดสตูลไม่มีสนามบินพาณิชย์ สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือท่าอากาศยานตรังและท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ เมื่อลงจากเครื่องบินแล้วเดินทางต่อโดยรถยนต์มาตามเส้นทางรถยนต์ดังที่กล่าวมาแล้ว

เดินทางโดยทางเรือ สามารถนั่งเรือโดยสารมาขึ้นฝั่งที่ท่าเทียบเรือปากบารา อำเภอละงูโดยตรง หรือขึ้นฝั่งที่ท่าเรือตำมะลังแล้วต่อด้วยรถยนต์อีกทอดหนึ่ง

ตำนาน

ตำนานผาใช้หนี้ เป็นตำนานที่เล่ากันมาว่า มีชายวัยกลางคนไม่ทราบชื่อ ทำอาชีพประมง ออกทะเลหาปลา เป็นลูกน้องของเถ้าแก่จีน มีหนี้สินมาก ไม่มีปัญญาที่จะใช้หนี้ให้หมดได้ จึงไปปรึกษากับเถ้าแก่เพื่อหาหนทางปลดหนี้ จะยอมทำตามทุกอย่าง เถ้าแก่จีนจึงใช้ให้ไปกระโดดหน้าผา ถ้ากล้ากระโดดลงมาไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็จะยกหนี้สินทั้งหมดให้ ชายคนดังกล่าวจึงรับคำท้า แล้วขึ้นไปบนหน้าผากระโดดลงมาในช่วงที่เป็นลมมรสุมตะวันตก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าลมเล ลมได้พัดเขาไปตกในบริเวณอ่าวหนึ่งในท่านั่งสิหลา(นั่งขัดสมาธิ) ทำให้ชายผู้นั้นรอดชีวิตอย่างปลอดภัย และหนี้สินที่ค้างอยู่ก็หมดไป จึงเป็นที่มาของผาใช้หนี้ (ที่มาข้อมูล : สมาคมวัฒนพลเมือง)

ตำนานหินตาหินยาย

หินตาหินยาย (โต๊ะหีโต๊ะดอ) มีตำนานเล่าว่า เมื่อเรือแตก สองคนผัวเมียได้เกาะกระดานเรือมาติดอยู่บริเวณคลองราโหง๊ะ (ปัจจุบัน) ในสภาพที่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าเดินเปลือยกาย ได้พบกับโต๊ะจาไหมซึ่งกำลังรุนกุ้งอยู่ โต๊ะจาไหมเป็นคนที่มีคำพูดศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความที่เห็นสภาพของสองเมียที่ไม่มีเสื้อผ้าใส่ เลยทักขึ้นว่าพวกเจ้าเป็นคนสกปรก หยุดอยู่ตรงนั้นแหละไม่ต้องข้ามมาฝั่งนี้ และสาปให้คนทั้งสองคนกลายเป็นหิน จึงกลายเป็นที่มาของหินตาหินยาย โดยหินยายที่มีลักษณะคล้ายกับอวัยวะเพศหญิง และหินตาก็มีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศชาย ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกันคนละฝั่งคลอง หินเหล่านี้ อยู่บริเวณหน้าผาใช้หนี้ และหินต่าง ๆ เช่น หินพับผ้า หินเชี้ยน หินเภา หินไก่ และหินลูกช้าง ซึ่งหินเหล่านี้เกิดจากตำนานเกาะเภตราทั้งหมด (ที่มาข้อมูล : สมาคมวัฒนพลเมือง)


อ่าวฟอสซิล (อ่าวโต๊ะบะ)

เป็นแหล่งศึกษาซากดึกดำบรรพ์ โดยฟอสซิลในยุคออร์โดวิเชียน พบฟอสซิลนอติลอยด์เป็นสัตว์จำพวกหอยกลุ่มเดียวกับหมึกทะเล ลำตัวภายในเปลือกจะมีช่องว่างแบ่งเป็นห้องหลายห้อง ลักษณะเปลือกมีทั้งแบบเป็นแท่นตรงคล้ายกรวยและแบบม้วนขดเป็นวงมีอายุช่วงออร์โดวิเชียนตอนกลาง-ตอนปลายอายุประมาณ (470-444ล้านปี) (ที่มาข้อมูล : กรมทรัพยากรธรณี)

เนื่องจากนอติลอยด์มีท่อกลางลำตัวทะลุเชื่อมห้องว่างทุกห้อง จึงเป็นต้นแบบของเรือดำน้ำแรก ๆ ของโลก โดยเรือดำน้ำนอติลุสที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1800 โดยโรเบิร์ต ฟุลตัน ในภายหลังชื่อนี้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา หลายลำว่า “ยูเอสเอส นอติลุส” รวมทั้งเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ลำแรกของโลก “ยูเอสเอส นอติลุส (SSN-571)”‘ สร้างในปี ค.ศ. 1954 (ที่มาข้อมมูล: วิกิพีเดีย)


ถ้ำลอดพบรัก

เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกทำให้หินตะกอนเกิดการคดโค้ง เกิดรอยแตกและรอยเลื่อน ซึ่งหินตะกอนถูกกัดเซาะโดยคลื่นทะเล น้ำฝน และอุณหภูมิ เกิดเป็นชะง่อนหินยื่นลงไปในทะเล จากนั้นคลื่นทะเลกัดเซาะให้เกิดเป็นซุ้มหินธรรมชาติดังปรากฏ  (ที่มาข้อมูล : กรมทรัพยากรธรณี)