ถ้ำอุไรทอง

เป็นเทือกเขาหินปูนลูกโดด ยอดเขาส่วนที่สูงที่สุดประมาณ 90 เมตร ด้านล่างมีอุโมงค์ถ้ำลอดยาวประมาณ 50 เมตร สามารถเดินทะลุได้ อยู่ห่างจากตัวอำเภอละงูประมาณ 6 กิโลเมตร ด้านนอกมีทางขึ้นไปสู่ถ้ำด้านบนมีสะพานนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมภายในถ้ำได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อเข้าไปจะได้พบกับหินงอกหินย้อยที่สวยงาม รวมทั้งมีจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามอีกแหล่งหนึ่งของอุทยานธรณีสตูล  มีเรื่องเล่าตำนานว่าเมื่อก่อนนี้บริเวณนี้เป็นทะเล และมีเรือสำเภามาจอดต่อมากลายเป็นหินรูปเรือสำเภาอยู่ในถ้ำ เรือสำเภามีทรัพย์สินมีค่า ทองคำมากมาย ถูกนำมาเก็บไว้ในถ้ำอุไร ซึ่งคาดว่า “อุไร” มีที่มาจากภาษามาเลย์ซึ่งแปลว่า “ทอง” เป็นแหล่งที่มีถ้ำที่สวยงามอยู่ 3 ถ้ำ คือถ้ำอุไรเป็นถ้ำใหญ่ที่สุด เป็นแหล่งที่พบกระดูกมนุษย์โบราณและกระดูกสัตว์ เช่น แรด ม้าลาย จุดที่พบอยู่ห่างถ้าไปทางทิศเหนือ 25 เมตร มีอายุประมาณ 4-5 พันปี มีถ้ำเล็กๆ คือถ้ำสำเภา เป็นแหล่งพบหอยโบราณ และถ้ำลูกสาวที่เป็นแหล่งพบกระดูกสัตว์โบราณ เช่น ฟันกรามแรด กรามหมูป่า กีบควาย หอยน้ำเค็ม หอยโข่ง หอยขมและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นต้นมีเรื่องเล่าว่ารูตรงเสาหินของถ้ำลูกสาวสมัยก่อนชาวบ้านหนีสงครามมาหลบอยู่ในถ้ำแล้วขาดแคลนอาหารต่อมามี การทำพิธีขออาหารก็มีอาหารหย่อนลงมา (กรมทรัพยากรธรณี www.dmr.go.th)

ประทุมมาถิ่นใต้

มีการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2563 ว่า Curcuma papilionacea Soonthornk., Ongsakul & Škorničk. และชื่อภาษาไทย คือ ปทุมมาถิ่นใต้ เนื่องจากพบที่จังหวัดสตูลซึ่งอยู่ภาคใต้ของประเทศไทยเท่านั้น เป็นพืชวงศ์ขิงข่าชนิดใหม่ของโลกซึ่งมีชื่อพื้นเมือง หรือชื่อท้องถิ่นที่ใช้เรียกพืชลักษณะเดียวกันว่า ต้นจวด หรือ ปทุมมาถิ่นใต้ ( Bpà-Tum-Maa-Tìn-Dtâi) โดยพบที่ ตำบลกำแพง อำเภอละงู ทำให้ดอกปทุมมาถิ่นใต้เป็นของดีเมืองกำแพง ของดีเมืองละงู และของดีเมืองสตูล รวมทั้งเป็นของหายากทั้งของไทยและของโลก

(ที่มาข้อมูล : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.))

ต้นประทุมมาถิ่นใต้

ลักษณะเด่นของปทุมมาถิ่นใต้

ต้น สูงได้ถึง 80 ซม.

เหง้า สีด้านนอก เหลืองอ่อน-น้ำตาล เนื้อเหง้าสีขาว

ใบ มีสีเขียว

ช่อดอก เกิดที่ปลายยอดของลำต้น ส่วนของช่อดอกที่ทุกคนคิดว่าเป็นดอก แท้ที่จริงแล้วคือส่วนของใบประดับ ปทุมมาถิ่นใต้มีสีใบประดับที่แปลก คือ มีสีเขียวลายทางตรงสีขาว ขนาดใบประดับตรงส่วนของโคนช่อมีขนาดใหญ่กว่าตรงปลายช่อ ส่วนบริเวณซอกใบประดับเป็นที่เกิดของดอกที่แท้จริง โดยแต่ละซอกใบประดับมีดอกเกิดประมาณ 6 ดอก

ดอก มีความโดดเด่นมาก จนมีการนำลักษณะเด่นนี้มาตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ คือ ดอกสีม่วงอ่อนลวดลายแถบสีแดง ทรงดอกมีรูปร่างลักษณะคล้ายดอกถั่วลายคล้ายผีเสื้อ ด้วยเหตุนี้เลยเอาชื่อวงศ์ย่อยของถั่ว คือ  Papilionoideae มาตั้งชื่อคุณลักษณะคือ “papilionacea” ซึ่งหมายถึง ลักษณะคล้ายผีเสื้ออีกด้วย ส่วน
ช่อดอกเกิดในหน้าฝนช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ถ้าใครอยากเห็นช่อดอกสวยๆ ต้องไปในช่วงเดือนนี้

ผล ทรงกลม ขนาดไม่ใหญ่มากมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.2 ซม. มีสีเขียว ผิวเรียบ แต่ละผลมีเมล็ด 20-25 เมล็ด ขนาดยาว 3-4 มม. สีน้ำตาล ปลายมีกระจุกเนื้อผลสีขาว ผลเกิดในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึง เดือนสิงหาคม (ที่มาข้อมูล : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.))

อุไรทองเป็นถ้ำที่ประกอบด้วยพื้นที่มืดสนิทค่อนข้างน้อย บางบริเวณมีแสงแดดส่องถึงปริมาณมากและมีอากาศถ่ายเทตลอดเวลา พบค้างคาวประมาณ 4 ชนิด ได้แก่ Phthiridium fraternum, Penicillidia actedona, Nycteribia parvuloides, Raymondia pseudopagodarum

ค้างคาวปีกถุงเคราดำ

Taphozous melanopogon

ค้างคาวปีกถุงเคราดำ เป็นค้างคาวปีกถุงที่พบได้ง่ายและบ่อยที่สุด มักพบตามผนังตึก อาคารบ้านเรือน สถูป เมรุ (เป็นที่มาของคำว่า tomb bat) หรือบริเวณปากถ้ำ ไม่พบในบริเวณที่มืดสนิท เนื่องจาก echolocation ของมันมีความถี่ต่ำ ทำให้จำแนกรายละเอียดวัตถุได้ไม่ดีเท่าค้างคาวกลุ่มอื่น ๆ จึงต้องใช้สายตาและแสงช่วย (สังเกตว่าเป็นค้างคาวกินแมลงที่ตาโต) ส่วนคำว่า “เคราดำ” นั้นจะปรากฎชัดเจนเฉพาะในตัวผู้ตัวเต็มวัย ทำให้ถ้าพบตัวเมียบ่อยครั้งก็อาจจะสับสนกับค้างคาวปีกถุงชนิดอื่นได้ ค้างคาวปีกถุงเคราดำพบเป็นฝูงใหญ่ในโถงถ้ำบนสุดขอบถ้ำอุไรทอง โดยพวกมันช่วยควบคุมแมลงที่อยู่ตามที่โล่งเหนือสวน ทุ่งนา  (ที่มาข้อมูล : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.))