ถ้ำภูผาเพชร

ห้องที่ 1 ห้องเสาค้ำสุริยันและห้องหัวพญานาค (ห้องเสาค้ำสุริยัน)

ห้องเสาค้ำสุริยันเป็นห้องที่มีเสาหินที่สูงและโดดเด่นมีหินงอกทรงสูงที่มีลักษณะคล้ายเมอไลอ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์  ในห้องนี้เสาหินถึงสูงและโดดเด่น เพราะเสาหิน เกิดจากหินย้อย และหินงอกที่โตมาชนกัน ซึ่งภายในถ้ำแห่งนี้มีเพดานที่สูงมากเมื่อหินงอกหินย้อยมาชนกัน ทำให้เสาหินที่เกิดขึ้นมีความสูงและโดดเด่นมากถ้าให้หินย้อย และหินงอกเกิดในเวลาพร้อมกันและอัตราการหยดของน้ำจากเพดานถ้ำ มีอัตราที่ต่ำ จะเกิดหินย้อยยาวมากกว่าความสูงของหินงอก ในทางตรงกันข้ามถ้าอัตราการหยดของน้ำจากเพดานถ้ำในอัตราสูงจะเกิดหินงอกสูงมากกว่า ความยาวของหินย้อย

  1. ห้องเสาค้าสุริยันและห้องหัวพญานาค (ห้องหัวพญานาค)

ห้องหัวพญานาค เป็นห้องที่อยู่บริเวณเดียวกันกับห้องเสาค้ำสุริยัน มีม่านหินย้อย และหินน้ำไหลที่มีรูปร่างเหมือนกับหัวพญานาค

  1. ห้องม่านเพชร

ห้องม่านเพชร เป็นห้องที่มีหินน้ำไหลลักษณะคล้ายผ้าม่าน มีแร่แคลไซต์ที่มีความสะอาดสีขาว และเป็นประกายที่สวยงามมากหินน้ำไหลในห้องแห่งนี้ มีลักษณะการตกผลึกพอกเป็นชั้นปิดชั้นตะพัก ด้านนอกจะมีลักษณะกลมมน โดยส่วนล่างเกิดเป็นแบบม่านหินย้อย บริเวณผิวของหินน้ำไหลจะเรียบ ๆ คล้ายกับกระดาษบริเวณผิวของหินน้ำไหลมีลักษณะเป็นหลั่นขนาดเล็ก(พื้นที่แบบขั้นบันไดขนาดเล็ก) ประกอบด้วยทำนบและแอ่งน้ำขนาดเล็กในหน่วยเซนติเมตร (ทั้งกว้างและลึก) มีชื่อเรียกว่า ไมโครเกาเออร์ (microgour)

 

  1. ห้องเห็ดและปะการัง (ห้องเห็ด)

ห้องเห็ด เป็นห้องที่เชื่อมต่อกับห้องปะการัง มีหินงอกทรงสูง เกิดจากเพดานถ้ำสูงใหญ่เมื่อน้ำหยดลงมาด้านล่าง ทำให้เกิดการกระจายของน้ำที่มีตะกอนคาร์บอเนต ทำให้เกิดเป็นรูปร่างคล้ายเห็ดยักษ์จำนวนมาก เรียกลักษณะนี้ว่า สแปร๊ตเทอร์ไมท์ (Splattermites)

 

หินงอกเกิดได้อย่างไร?

หินงอก เกิดจากหยุดน้ำจากเพดานถ้ำผ่านปลายหลอดกาแฟหรือปลายหินย้อยและหยุดน้ำกระทบพื้นภายในถ้ำเมื่อหยุดน้ำกระทบพื้น น้ำจะแผ่ไหลเป็นแผ่นน้ำบาง ๆ ที่ไหลอย่างช้า ๆ ทุกทิศทางหรือเคลือบอยู่บนผิวหินงอก น้ำจะตกผลึกให้แร่แคลไซต์ เนื่องจากน้ำมีการสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รูปร่างของหินงอก และโครงสร้างภายในของหินงอกสามารถอธิบายได้ด้วยหลัก 2 หลักร่วมกันดังนี้

  1. ห้องวังค้างคาวและโดมศิลาเพชร

ห้องวังค้างคาวและโดมศิลาเพชร เป็นห้องที่มีความสูงมากที่สุดภายในถ้ำแห่งนี้ โดย มีความสูงกว่า 50 เมตร ในช่วงฤดูฝนจะมีค้างคาวอาศัยอยู่จำนวนมาก มีหินงอก หินน้ำไหล และเสาหินขนาดใหญ่จำนวนมากลักษณะคล้ายกับโดม มีหินงอกที่เกิดด้านบนหินที่ถล่มในอดีตเหมือนมองแล้วคล้ายกับพระพุทธรูป และรูปร่างต่าง ๆ มากมาย

โถงแห่งนี้ นอกจากจะมีความสวยจากประติมากรรมต่าง ๆ มากมายแล้ว บริเวณพื้นถ้ำจะพบกับหลุมยุบ ซึ่งสามารถบอกได้ว่า บริเวณใต้พื้นถ้ำปัจจุบัน ยังมีโพรงหรือถ้ำอีก ที่เกิดจากการละลายของหินปูน เราจึงควรระมัดระวังในการเดินเพิ่มขึ้น เนื่องจากเราอาจสะดุดหลุมทำให้ขาพลิกได้ นอกจากนี้ไม่ควรเข้าใกล้มากนัก และคอยสังเกตขนาดของหลุมบ่อย ๆ

  1. ห้องดอกบัวคว่ำ

คำว่า กลุ่มหินย้อย เคยได้ยินบ่อยมาก แต่มันคืออะไร ?

กลุ่มหินย้อยพบได้บ่อยภายในถ้ำ เกิดจากการเติบโตของหินย้อยที่เกิดใกล้กัน การเกิดกลุ่มหินย้อยเกิดจากการตกผลึกของแร่แคลไซต์ จากน้ำหยดไหลยังบริเวณที่หินย้อยโตมาชนกันเมื่อการตกผลึกของแร่แคลไซต์เกิดขึ้นบริเวณดังกล่าวหินย้อย 2 แท่ง ที่ติดกันจะกลายเป็นหินย้อยรูปร่างใหม่ 1 แท่ง รูปร่างของหินย้อยที่ซับซ้อนต่อมาเป็นผลจากการหยุดไหลของน้ำบริเวณผิวของกลุ่มหินย้อยเมื่อเวลาผ่านไปส่งผลทำให้เกิดรูปร่างของกลุ่มหินย้อยที่หลากหลาย

  1. ห้องลานเพลิน

ห้องลานเพลิน เป็นห้องที่มีหินน้ำไหลขนาดใหญ่ โดยจะไหลลงมาบริเวณด้านหน้าทำให้เกิดเป็นทำนบหินขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายกับขั้นบันไดไล่ระดับความสูงลงมาด้านล่างเรื่อย ๆ นอกจากนี้ลองสังเกตบนผนัง จะพบตะกอนโบราณสูงจากพื้นถ้ำปัจจุบันประมาณ 9 เมตร

ทำนบหินปูน มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เกาเออร์ (gour)ศัพท์มาจากภาษาฝรั่งศสและนิยมใช้ในกลุ่มประเทศแถบทวีปยุโรปเกิดเป็นสัน (ทำนบ)ไล่ระดับเป็นขั้น (หรือหลั่น) และแอ่งตื้นอยู่ติดกับทำนบดังกล่าว ทำนบหินปูนส่วนใหญ่จะมีความสูงไม่ถึง 1 เมตร และเมื่อดูจากด้านบน แนวทำนบโค้งนูนชี้ไปในทิศปลายน้ำส่วนบริเวณที่เป็นแอ่งตื้นบางครั้งอาจมีน้ำขังอยู่แต่ความยาวของแอ่งน้ำอาจมากถึง 60 เมตร ทำนบหินปูนเกิดในบริเวณพื้นที่ที่มีความชันปานกลาง ทำนบหินปูนอาจเกิดอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าบริเวณที่เกิดหินน้ำไหล หรืออยู่บริเวณที่ต่ำกว่าบริเวณที่เกิดหินน้ำไหลก็ได้

 

  1. ห้องอ่างศิลาเล็กและกระบองเพชร (ห้องกระบองเพชร)

ห้องกระบองเพชร เป็นห้องที่เชื่อมต่อกับห้องอ่างศิลาเล็ก มีหินน้ำไหลขนาดใหญ่หลายชั้นซ้อนทับกันอยู่ นอกจากนี้ยังพบหินงอกลักษณะที่แตกต่างกันจำนวนมากรูปทรงคล้ายต้นกระบองเพชร

 

ห้องอ่างศิลาเล็ก

เป็นห้องที่มีทำนบหินขนาดเล็กบริเวณเพดานมีลักษณะโค้งเว้าเข้าไปในหินที่ไม่เท่ากัน เกิดจากในอดีตทางน้ำไหล และละลายเพดานไม่เท่ากันนอกจากนี้บนเพดานยังแสดงรอยแตกจำนวนมาก ทำให้เมื่อน้ำหยุดลงมาเราจะเห็นหินย้อยเกิดตามบริเวณรอยแตก และบางบริเวณจะพบหลอดหินย้อยเกิดที่ปลายของหินย้อยส่วนบริเวณพื้นด้านล่างจะพบหินงอก ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่

เมื่อเพดานมีรอยแตกและมีน้ำไหลซึมลงมาก หินปูนก็จะถูกละลาย พร้อมกับการตกผลึกใหม่ลักษณะยาวๆ คล้ายกับหลอดหินย้อย เมื่อเวลาผ่านไปหลอดก็จะมีความยาวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มพัฒนากลายเป็นหินย้อยขนาดใหญ่ขึ้น แต่สำหรับบางแห่งหินย้อยได้หักลงทั้งจากธรรมชาติเองและการกระทำของมนุษย์ เราก็สามารถพบหลอดหินย้อยเกิดบริเวณปลายของหินย้อยได้

  1. ห้องอ่างศิลาใหญ่

ห้องอ่างศิลาใหญ่ เป็นห้องที่แสดงลักษณะของทำนบหินที่มีขนาดใหญ่ โดยทำนบมีระดับไล่ลงไปทางโพรงถ้ำด้านล่าง ซึ่งเป็นโถงถ้ำที่มีน้ำไหลผ่าน นอกจากนี้บริเวณเพดานมีหินย้อยจำนวนมากด้วย ในทำนบหินปูน ถ้าเราสังเกตดี ๆ จะพบกับเม็ดตะกอนกลม ๆเล็ก ๆ จำนวนมากอยู่บริเวณด้านในทำนบหินปูน เม็ดตะกอนเหล่านี้ เกิดจากการพอกของสารประกอบคาร์บอเนต เรียกว่า ไข่มุกถ้ำ

การเกิดทำนบหินปูนน้ำไหลบนผนังถ้ำ บริเวณที่มีความชันมากน้ำจะไหลเร็วแคลไซต์จะตกผลึกได้มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปทำนบหินปูนสูงมากขึ้น ทำให้เกิดแอ่งน้ำบริเวณต้นน้ำ

  1. ลานแสงมรกต

ลานแสงมรกต เป็นที่โล่งกว้าง เกิดจากการถล่มลงมาของเพดานถ้ำด้านบน ที่มีรอยแตกจำนวนมาก ทำให้มีแสงส่องลงมาภายในถ้ำ เรียกว่า ปล่องแสง และเพดานถ้ำที่ถล่มลงมานั้น เราจะเรียกว่า หินถล่ม หรือ Rockfallเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเกิด “สาหร่ายและไลเค่น” (algae & Lichen) ในบริเวณดังกล่าวเราจึงเห็นว่ามีสีเขียวคล้ายกับมรกตจึงเรียกว่า ลานแสงมรกต นอกจากนี้ บริเวณผนังด้านซ้ายมือยังพบกับซากดึกดำบรรพ์ทะเลโบราณด้วย

 

หินถล่มเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

หินถล่มหรือหินพัง คือหินที่พังตกลงมาจากที่สูงๆ เช่น ผาชัน ผาลาด เพดานถ้ำ หรือ

สะพานหินธรรมชาติถ้าเกิดนอกถ้ำ เกิดจากบริเวณดังกล่าวมีความลาดชันสูงหินมีรอยแตกมาก ได้รับความร้อนจากแสงแดดและฝน ทำให้เกิดการผุกร่อนมากขึ้น เวลาผ่านไปก็เสียสมดุล เกิดถล่มลงมาได้ถ้าเกิดในถ้ำ เกิดจากเพดานถ้ำบางลงและมีน้ำหนักกดทับด้านบนทำให้เพดานถ้ำรับน้ำหนักไม่ไหวก็ถล่มลงมาด้านล่าง

  1. ห้องพญานาคพัน

ห้องพญานาคพันเป็นห้องด้านในสุดของถ้ำภูผาเพชร มีแนวระดับน้ำโบราณแสดงให้เห็นชัดเจน จากภาพคือบริเวณที่เป็นเส้นขนานกับพื้นถ้ำ นอกจากนี้ ด้านในยังมีหินน้ำไหล และกลุ่มหินย้อยขนาดใหญ่ด้วยบริเวณพื้นทางเดินก่อนถึงห้องพญานาคพัน พื้นจะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำ ตามความเชื่อของชาวบ้าน สิ่งนี้คือเกล็ดพญานาค แต่ถ้าในทางวิทยาศาสตร์ บริเวณพื้นถ้ำนี้เกิดจากการไหลของน้ำหลายทิศทางตัดกัน ทำให้เกิดเป็นร่องที่เกิดจากทางน้ำและเหลือเป็นตะปุมตะป่ำบนพื้นถ้ำขึ้น

 

อดีตกาลกับสิ่งมีชีวิตดึกตำบรรพ์

สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ หรือทางวิชาการเรียกว่า ซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (Fossil) เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากอีกอย่างหนึ่งภายในถ้ำ ไม่แพ้กับประติมากรรมถ้ำเลย

ซากดึกดำบรรพ์คืออะไร? ใครรู้บ้าง ?ซากดึกดำบรรพ์ คือ ซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตสมัยดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในชั้นเปลือกโลก (ตั้งแต่ธรณีกาลต่างๆ ในอดีต หรือตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์) หรือ ที่หลุด หรือ ที่นำออกมาจากชั้นเปลือกโลก เป็นหลักฐานของสิ่งมีชีวิตในอดีตในภูผาเพชรมีซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญมาก คือ นอติลอยด์ (Nautiloid) หรือหมึกทะเลโบราณ สามารถบอกอายุของชั้นหินปูนภายในถ้ำได้ว่า อายุประมาณ 495 ล้านปีก่อน นอกจากนี้ยังพบชั้นเศษเปลือกหอยขนาดเล็กด้วยส่วนอีกชนิดหนึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นไทรโลไบต์ (Trilobite)  แต่ยังไม่มีรายงานวิชาการที่แน่ชัดออกมา

อดีตกาลกับสิ่งมีชีวิตดึกตำบรรพ์

สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ หรือทางวิชาการเรียกว่า ซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (Fossil) เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากอีกอย่างหนึ่งภายในถ้ำ ไม่แพ้กับประติมากรรมถ้ำเลย

ซากดึกดำบรรพ์คืออะไร? ใครรู้บ้าง ?ซากดึกดำบรรพ์ คือ ซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตสมัยดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในชั้นเปลือกโลก (ตั้งแต่ธรณีกาลต่างๆ ในอดีต หรือตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์) หรือ ที่หลุด หรือ ที่นำออกมาจากชั้นเปลือกโลก เป็นหลักฐานของสิ่งมีชีวิตในอดีตในภูผาเพชรมีซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญมาก คือ นอติลอยด์ (Nautiloid) หรือหมึกทะเลโบราณ สามารถบอกอายุของชั้นหินปูนภายในถ้ำได้ว่า อายุประมาณ 495 ล้านปีก่อน นอกจากนี้ยังพบชั้นเศษเปลือกหอยขนาดเล็กด้วยส่วนอีกชนิดหนึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นไทรโลไบต์ (Trilobite)  แต่ยังไม่มีรายงานวิชาการที่แน่ชัดออกมา