ความโดดเด่นทางธรณีระดับนานาชาติอุทยานธรณีโลกสตูล

เอกภพ หรือ จักรวาล อุบัติขึ้นเมื่อประมาณ 13,000 ล้านปีมาแล้ว พลังงานมหาศาลอัดแน่นเป็นสสาร เมื่อจักรวาลเย็นตัวลง ธาตุแรกที่เกิดขึ้นคือ ไฮโดรเจนเมื่อไฮโดรเจนเกาะกลุ่มกันจนเป็นกลุ่มแก๊สขนาดใหญ่เรียกว่า เนบิวลา (Nebula) แรงโน้มถ่วงที่ศูนย์กลางทำให้กลุ่มแก๊สยุบตัวกันจนเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน หลอมรวมไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม ดาวฤกษ์จึงถือกำเนิดขึ้น

  จนมาถึงเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีก่อน กลุ่มแก๊สในเอกภพบริเวณนี้ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิงชื่อว่า “โซลาร์เนบิวลา” แรงโน้มถ่วงทำให้กลุ่มแก๊สยุบตัวและหมุนรอบตัวเอง ใจกลางมีความร้อนสูงมากจนเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชัน กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุที่อยู่รอบ ๆ มีอุณหภูมิต่ำกว่า รวมตัวตามลำดับชั้นกลายเป็นดาวเคราะห์ทั้งหลาย รวมทั้งโลกได้ถือกำเนิดขึ้น โคจรรอบดวงอาทิตย์

โลกในยุคแรกเป็นหินหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็กและนิเกิลจมตัวลงสู่แกนกลางของโลก

     ขณะที่องค์ประกอบที่เบากว่า เช่น ซิลิคอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ธาตุและสารประกอบที่เบามาก เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิวกลายเป็นบรรยากาศ เมื่อโลกเย็นลงเปลือกนอกตกผลึกเป็นแร่และหิน  ไอน้ำในอากาศควบแน่นทำให้เกิดฝน และน้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว ไหลลงเกิดทะเลและมหาสมุทร และได้วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตมาเรื่อย ๆ กินระยะเวลายาวนานกว่ากว่าสองพันล้านปี

โดยตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมาสังเคราะห์ด้วยแสง เกิดสิ่งมีชีวิตชนิดเซลล์เดียว ค่อยๆ วิวัฒนาการ จากการที่ออกซิเจนแพร่ขึ้นสู่บรรยากาศจนทำให้สิ่งมีชีวิต มีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงรูปร่างจนเข้าสู่มหายุคพาลีโอโซอิก แผ่นดินประเทศไทยในช่วงเวลานั้น เมื่อประมาณ 550 ล้านปีก่อน จมอยู่ใต้ท้องทะเล และอยู่กับแผ่นมหาทวีปกอนด์วานา  (Gondwana) ซึ่งแผ่นดินประเทศไทยประกอบไปด้วยสองแผ่นอนุทวีปย่อย ได้แก่ แผ่นอนุทวีปอินโดจีน(Indochaina) และแผ่นอนุทวีปฉาน-ไทย (Shan-Thai) หรือไซเบอมาสุ (Sibumasu)

       มหายุคพาลีโอโซอินมียุคย่อยจำนวน 6 ยุค โดย ยุคที่หนึ่ง มีชื่อว่า ยุคแคมเบรียน ( Cambrian ) ในช่วงเวลานั้นแผ่นดินประเทศไทยจมอยู่ใต้ท้องทะเล รูปแบบของสิ่งมีชีวิตมีความหลากหลายและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นการ “ระเบิด” ทางชีวภาพ (Cambrian Explotion) เกิดสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลังอาศัยอยู่ในทะเล และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน หรือไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) เกาะอยู่บนโครงสร้างหินแข็งเรียกว่าหินสาหร่ายสโตรมาโตไลต์(Stromatolite) ซึ่งทำให้การผลิตออกซิเจนเยอะขึ้น ทำให้เกิดวิวัฒนาการกำเนิดสิ่งมีชีวิตใหม่อย่างเช่น (Trilobite) จากการพบหลักฐานไทรโลไบต์สายพันธุ์ใหม่ของโลก บนเกาะตะรุเตา นักธรณีวิทยาจึงสันนิษฐานได้ว่าแผ่นดินอุทยานธรณีโลกสตูลมีความเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย นั่นเอง

 

เข้าสู่ยุคที่สอง ยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician) ผืนแผ่นดินประเทศไทยยังคงจมอยู่ใต้ทะเล แผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา ในยุคนี้ได้ถือกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่โดดเด่นประจำยุคนั่นก็คือ หมึกทะเลโบราณ“นอติลอยด์” สามารถพบเจอได้ทั่วไปในหินปูนยุค Ordovician

เข้าสู่ยุคที่สาม ยุคไซลูเรียน (Silurian) ในยุคนี้พืชน้ำและสาหร่าย ได้ปรับตัวเพื่อไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์ ส่วนหนึ่งวิวัฒนาการมาเป็นพืชบนบกนอกจากนั้นยังพบสัตว์ประจำยุคได้แก่ แกรปโตไลต์ (Graptolite) จำนวนมากบริเวณเขาน้อย อำเภอละงู ซึ่งบริเวณนี้มีความสำคัญระดับนานาชาติเนื่องจากเป็นชั้นหินแบบฉบับแสดงรอยต่อระหว่างชั้นหินยุคออร์โดวิเชียนตอนปลายและชั้นหินยุคไซลูเรียนตอนต้น

เข้าสู่ยุคที่สี่ ยุคดีโวเนียน Devonian แผ่นเปลือกยังคงโลกเคลื่อนที่ แผ่นดินประเทศไทยยังจมอยู่ใต้ทะเล ปลามีวิวัฒนาการและความหลากหลายทางสายพันธ์สูงที่สุดจึงถูกเรียกว่า ยุคแห่งปลา นักธรณีวิทยาจัดว่ายุคดีโวเนียนเป็นยุคแรกที่สิ่งมีชีวิตได้วิวัฒนาการขึ้นสู่บนบก  โดยซากดึกดำบรรพ์ที่พบจำนวนมากในพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล คือ ซากดึกดำบรรพ์เทนทาคูไลต์ (Tentaculite) ซึ่งเป็นซากดึกดำบรรพ์ยุคดีโวเนียนในพื้นที่

ในยุคดีโวเนียน   มีเหตุการณ์สำคัญกล่าวคือแผ่นเปลือกโลกอนุทวีป ฉาน-ไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นบริเวณประเทศไทยฝั่งตะวันตกกับแผ่นเปลือกโลก อนุทวีปอินโดจีนซึ่งปัจจุบันเป็นบริเวณประเทศไทยฝั่งตะวันออก ซึ่งทั้งสองแผ่นอนุทวีป เคยอยู่บริเวณขั้วโลกใต้และเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นมหาทวีปกอนด์วานาต่อมาแผ่นอนุทวีป อินโดจีน ได้แยกตัวออกจากแผ่นมหาทวีปกอนด์วานา และเคลื่อนตัว ขึ้นมายังทางด้านตอนเหนือประมาณยุคดีโวเนียน  ในขณะที่แผ่นอนุทวีป ฉาน-ไทย ยังไม่แยกตัวออกจากแผ่นมหาทวีปกอนด์วานาที่ขั้วโลกใต้

เข้าสู่ยุคที่ห้า ยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous)   เป็นยุคของป่าเฟิร์นขนาดยักษ์ พบสัตว์เลื้อยคลาน แมลง พื้นที่ถูกปกคลุมด้วย หนอง คลองบึง  ซึ่งกลายเป็นแหล่งถ่านหินที่สำคัญระดับโลกในปัจจุบัน พบซากดึกดำบรรพ์ที่โดดเด่นในยุคนี้ คือ หอยสองฝา มีลักษณะพิเศษคือ ฝาบนและฝาล่างไม่เท่ากันมีชื่อว่า โพซิโดโนเมีย หรือโพซิโดโนมียา (Posidonomya) ในพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูลจำนวนมาก

เข้าสู่ยุคที่หก ยุคเพอร์เมียน (Permian) เป็นยุคสุดท้ายในมหายุคพาลีโอโซอิก เกิดการสูญพันธุ์ช่วงปลายยุค ครั้งใหญ่ พบซากดึกดำบรรพ์ที่โดดเด่นในยุคนี้ คือ ฟิวซูลินิด (Fusulinid) หรือ คตข้าวสารสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในทะเลและสูญพันธุ์ไปแล้ว

ในยุคเพอร์เมียน มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยคือ แผ่นเปลือกโลกอนุทวีปฉาน-ไทย ประเทศไทยฝั่งตะวันตกแยกตัวออกจากแผ่นมหาทวีปกอนด์วานาและเคลื่อนที่ขึ้นมาทางตอนเหนือตามติดกับแผ่นเปลือกโลก อนุทวีปอินโดจีน สองแผ่นอนุทวีปรวมกันอีกครั้งเป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน ผลจากการชนกันทำให้แผ่นเปลือกโลก อนุทวีปอินโดจีนประเทศไทยฝั่งตะวันออก ยกตัวขึ้นมาเป็นแผ่นดินบนบก ในยุคไทรแอสสิก ซึ่งมีการกำเนิดของไดโนเสาร์ในขณะที่ แผ่นอนุทวีปฉาน-ไทย ประเทศไทยฝั่งตะวันตก ที่ตั้งอุทยานธรณีโลกสตูล ยังคงเป็นแผ่นดินที่มีน้ำทะเลปกคลุมอยู่ จวบจนกระทั่งช่วงปลายยุคจูแรสสิคหรือครีเทเชียสตอนต้น น้ำทะเลเริ่มถดถอย แผ่นดินของอนุทวีปฉานไทยเริ่มโผล่ปรากฏเป็นแผ่นดินบนบก ค่อยๆ ยกตัวสูงขึ้น จากเหตุการณ์แผ่นเปลือกโลกอินเดียชนกับแผ่นเปลือกโลกยูเรเชียก่อกำเนิดเกิดเทือกเขาหิมาลัยยาวมาจนถึงแนวเทือกเขาดอยอินทนนท์ จนถึงแผ่นดินฝั่งตะวันตกของไทยยกตัวสูงขึ้นเป็นภูเขารวมทั้งเกิดภูเขาในผืนแผ่นดินอุทยานธรณีโลกสตูลด้วย

หลังจากแผ่นดินอุทยานธรณีโลกสตูลได้ยกตัวสูงขึ้นบางพื้นที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงเมื่อผ่านกาลเวลามานานโดยได้รับอิทธิพลจากการกัดกร่อนจากสายลมแสงแดดนับล้านปี ทำให้ภูเขาหินปูนเกิดการละลายเป็นภูมิประเทศแบบคาสต์หรือ ภูมิประเทศหินปูน ที่สวยงามแปลกตา (Karst topography) ทั้งบนบกและภูเขาบริเวณเกาะในทะเล ภูมิประเทศแบบคาสต์หมายถึงลักษณะภูมิประเทศที่โดดเด่นและมีรูปแบบเฉพาะซึ่งเกิดจากการละลายของกลุ่มหินที่สามารถละลายน้ำได้จนทำให้เกิดลักษณะเป็นรูปร่างตะปุ่มตะป่ำ ขรุขระ สูงต่ำเป็นหลุมบ่อ หรือหน้าผาสูงชัน นำไปสู่การเกิดหลุมหยุบ ระบบน้ำใต้ดิน และถ้ำในที่สุด

 

 

ตัวอย่างของแหล่งท่องเที่ยวภูมิประเทศแบบคาสต์ที่สวยงามแปลกตาอย่าง เช่น โพรงถ้ำซึ่งเกิดจากน้ำฝนและน้ำท่าที่ไหลในลำธารละลายตามแนวรอยแตกขยายตัว และเกิดประติมากรรมถ้ำตามแนวรอยแตกของหินปูนที่สวยงามจำนวนมาก หรือแม้แต่การเกิดหลุมยุบจากการละลายตัวตามแนวรอยแตกของหินปูนในแนวดิ่งทำให้เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่มากมายทั้งบนบก และในหมู่เกาะทางทะเล

นอกจากนั้นพื้นที่บริเวณเกาะทางทะเลยังได้รับผลจากการกระทำของคลื่น น้ำขึ้นน้ำลง กระแสลมและการขัดสีของทรายที่ถูกพัดพามา ทำให้หน้าผาหินที่ยื่นออกไปในทะเลหรือหัวแหลมบริเวณชายฝั่งเกิดการกัดเซาะจนเปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม พลังจากลมและน้ำที่กระแทกเป็นวงจรอยู่ซ้ำ ๆ เนิ่นนานทำให้เกิดการ  กัดเซาะตามรอยแตกรอยแยกในเนื้อหินจนกระทั่งรอยเหล่านั้นขยายใหญ่ขึ้น แล้วผุพังสึกกร่อนในที่สุดหินบริเวณนั้นก็จะแตกหักและพังลงทั้งสองด้านเกิดเป็นช่องทะลุเข้าหากันได้ เรียกว่า “ซุ้มหินทะเล” นั่นเอง

 

เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปก็ได้เกิดยุคใหม่คือยุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยพบซากดึกดำบรรพ์ของช้างสกุลสเตโกดอนที่เก่ากว่าช้างแมมมอธที่ถ้ำในอำเภอทุ่งหว้าโดย มีลักษณะเฉพาะคืองา 1 คู่ที่ยาวงอกออกมาจากมุมปากทั้งทั้ง 2 ข้าง มีลักษณะชิดติดกัน ทำให้งวงไม่สามารถแทรกลงตรงกลางได้อย่างช้างในยุคปัจจุบันต้องพาดงวงไปไว้บนงาข้างใดข้างหนึ่ง มีอายุในช่วง 7.3 ล้านปี – 12,000 ปีก่อนในถ้ำเลสเตโกดอนอำเภอทุ่งหว้า

จนเข้าสู่ยุคของมนุษย์โบราณ ถ้ำถือได้ว่าเป็นบ้านหลังแรกของมนุษย์ โดยพบหลักฐานบริเวณถ้ำในพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล พบหลักฐานว่าถ้ำที่มีลักษณะเป็นเพิงผามีอากาศถ่ายเท จะพบเครื่องมือ เครื่องใช้ขวานหินโบราณและเศษภาชนะโบราณอยู่ในถ้ำเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นบ้างพื้นที่ยังพบเศษกระดูกสัตว์และเปลือกหอยอีกด้วย

นอกจากนี้สภาพภูมิประเทศยังเชื่อมโยงเรื่องราวทางประวัตัติศาสตร์เอาไว้มากมาย เช่น คุกตะรุเตาซึ่งเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติกลางทะเลที่ยากจะหลบหนี เป็นแรงพลักดันให้คุณ สอ เสถบุตร นักโทษการเมืองในสมัยนั้นเขียนพจนานุกรมเล่มแรกของประเทศไทยจนสำเร็จ นอกจากนั้นอำเภอทุ่งหว้าในอดีตยังเป็นสถานที่ปลูกพริกไทยและเป็นท่าเรือส่งออกสินค้าไปยังเมืองปีนัง รวมทั้งเรื่องราวของชนเผ่ามานิ และ ชาวเลอูรักลาโว้ยซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจในพื้นที่

ปัจจุบันพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูลยังคงเป็นสถานที่ของผู้คนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ  ศาสนา  อาศัยอยู่ด้วยกันแบบพหุวัฒนธรรม มีประเพณีที่หลากหลายมีการเชื่อมโยงเรื่องราวอุทยานธรณีโลกสตูลเข้ากับวิถีชีวิตใหม่ ที่ยังคงดำรงรักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ให้เป็นสมบัติทางธรณีวิทยาของโลกเพื่อส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นบนพื้นฐานของความยั่งยืนทางทรัพยากรทางธรรมชาติ ประเพณีวัฒนธรรม